
หลังจากคลาดนัดกันไปสองครั้ง อำพล ลำพูน ก็มาถึงสตูดิโอ Trendy Man จนได้ แม้หน้าตาจะดูไม่สดชื่นเท่าไหร่นัก
แต่พระเอกหนุ่มก็ยิ้มกว้างและทักทายอย่างมีอัธยาศัย เมื่อเห็นผมยกถ้วยกาแฟดำตรงเข้ามาแนะนำตัว
อำพลดูคล้ำไปมาก แต่ยังไม่เท่ากาแฟดำในถ้วยที่เขาเผลอยกซดก่อนเป่า!
แน่นอน วันนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มหน้าใสเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อนที่เริ่มเข้าวงการ ตอนนั้นอำพลเป็นขวัญใจวัยรุ่นหนึ่งเดียว
โด่งดังสุดขีดจากบทนักเรียนติดยาในหนังเรื่อง “น้ำพุ” ซึ่งเป็นเหมือนภาพลักษณ์ที่แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็ยังแกะมันไม่ออก
“ในโลกเซลลูลอยด์ผมเป็นแบดบอย อำพลเนี่ยมันเด็กเลว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเกือบจะซีเรียส
“สมัยก่อนมันแคบมาก ขนาดว่าเมื่อสังกัดส่งภาพยนตร์ให้คุณเล่น คุณต้องเล่น นั่นแปลว่าคุณเป็นเด็กดี แต่ถ้าสังกัดส่งภาพยนตร์ให้คุณเล่น
แล้วคุณไม่เล่น แปลว่าคุณเป็นเด็กเลว แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้วครับ ค่ายมักจะดูพื้นฐานของอารมณ์ตัวแสดงก่อนที่จะไปผูกสร้างเรื่อง
ซึ่งผมว่ามันเหมาะกว่า ยุคก่อนผมอาจจะตึงเกินไปที่จะอยู่ตรงนั้น จะเห็นได้ว่าผมเลิกเล่นหนังไปนาน เหมือนเข็ดเขี้ยวน่ะ
เพราะว่าเขาก็ไม่อยากสร้างเด็กที่ไม่เชื่อฟัง แต่ถ้าจะให้คนคนเดียวเล่นเป็นทุกคาแร็คเตอร์ ผมก็ว่ามันเป็นไปไม่ได้”
มีคนเตือนผมก่อนหน้าว่า อำพลเป็นคนพูดยาวและพูดแรง ผมยังไม่อยากปักใจเชื่อ เพราะเท่าที่เห็น
เขาออกจะเป็นคนง่ายๆ พุดจาจริงใจและไม่อิดออดกับท่าโพสถ่ายภาพที่ผมเสนอให้ นี่ถ้าไม่ติดตรงที่ท่าเดินที่ออกจะจิ๊กโก๋หน่อยๆ
ผมว่าหนุ่ย - อำพล ออกจะเป็นชายหนุ่มที่เหนียมและขี้เขินเสียด้วยซ้ำ
“ผมดูคล้ายเป็นคนกระด้าง ไม่อ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนอ่อนโยนนะครับ ขี้อายมากด้วย” ชายหนุ่มแยกเขี้ยวขาวพร้อมกับหัวเราะเขิน
เราคุยกันเรื่อง “เสือ...โจรพันธุ์เสือ” หนังไทยฟอร์มยักษ์ของไฟว์สตาร์ที่เขาคัมแบ็คมาเล่น
หลังจากห่างหายจากโลกเซลลูลอยด์ไปนาน ผมคิดว่ารายละเอียดของเรื่องคงไม่ต้องเล่าอะไรมากเพราะช่วงโปรโมทอย่างนี้
คุณคงได้เห็นเขาพูดไว้หลายที่แล้ว
ผมสนใจเรื่องนี้มากกว่า...เรื่องครอบครัวของเขา
นับว่าเสี่ยงเอาการที่ชวน อำพล ลำพูน คุยเรื่องที่ว่า
อย่างไรก็ตาม ผมก็เอ่ยปากไปแล้ว พระเอกหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่แล้วพูดว่า
สองเดือนที่ผ่านมาเขาต้องเผชิญกับผู้คนที่ล้วนแล้วแต่มีคำถาม หรือไม่ก็สายตาไต่สวนปรากฏบนใบหน้า
“เป็นประสบการณ์ของผมเลยนะครับ ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่เอาไม่อยู่ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในความคิดว่าจะแก้ไขยังไงดี
มันเป็นความหวังของทั้งผม ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง ทุกคนก็พูดแบบเดียวกัน ผมพยายามจะทำให้มันดีที่สุด
แต่ก็เนี่ย...” เขาหยุดถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองออกว่ากำลังสะกดน้ำเสียงไม่ให้เผยความรู้สึกมากนัก

“ผมไม่ต้องการเอาหลักการของตัวเองทั้งหมดไปสวมเขา แลตัวผมเองก็ไม่สามารถจะรับหลักการของใครทั้งหมดได้
คงต้องค่อยๆ ปรับ ผมเชื่อว่าเมื่ออายุของแม่และเด็กเพิ่มขึ้น เขาจะเข้าใจจริงๆ ว่าผมคิดอะไร
ผมเองตอนที่มีเขาอยู่ก็ค่อนข้างไม่เห็นค่าเขาเท่าไหร่
แต่วันนี้ วันที่ไม่มีแล้วเนี่ย รู้สึกว่าจริงๆ แล้วตรงนั้นสำคัญมากในการดำรงชีพ กำลังใจเป็นสิ่งมีค่า ถ้าไม่มีกำลังใจแล้ว
ทั้งร่างกาย ทั้งแรงขับดันความคิดจะถดถอยลงไปด้วย”
คุณพูดเหมือนกำลังเสียดายอะไรบางอย่าง ผมว่า
“วันที่มีเขาอยู่ ผมน่าจะเห็นค่าของเขามากกว่านี้ แต่พอไม่มีแล้ว ผมถึงรู้ว่ามันสาย ก็รู้สึกเศร้า
และยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่ยอมปฏิบัติมันให้ดี”
นอกจากความขี้อายที่เพิ่งค้นเห็น ผมยังพอจับได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนอ่อนไหวเอามากๆ
เมื่อได้ฟังเขาพูดถึง มาช่า วัฒนพานิช และเรื่องราวชีวิตคู่ที่ผ่านมา
“ตลอดเวลาเกือบสิบปี ช่าจะเป็นคนกอดลูกและกล่อมให้หลับ มีน้อยครั้งมากที่ผมจะไปทำอย่างนั้น ซึ่งพอหลังจากไม่มีเขาแล้ว
ผมรู้สึกว่าไม่ใช่มีเพียงเขากับลูกที่หลับเท่านั้น แต่ควรจะหันซ้ายมาเห็นว่าพ่อก็อยู่ตรงนี้ด้วย พร้อมๆ กับที่เขากำลังหลับอยู่
ซึ่งแทบไม่มีเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา อยู่บ้านผมค่อนข้างจะส่วนตัวมาก ขลุกตัวอยู่แต่ในสตูดิโอ
ถึงเวลาทำก็ทำ จะตีสามหรือเช้า ถ้ายังอยากทำก็ทำ น่าจะเป็นเรื่องที่ผมส่วนตัวเกินไป และไม่ค่อยเอาใจใส่เขา”
ถึงตรงนี้ดูเหมือนอำพลกำลังใช้ความพยายามกลืนก้อนสะอึก ซึ่งผมคงจะไม่แฮปปี้แน่ๆ ถ้าการพูดคุยระหว่างเราต้องจบลงแบบเศร้าสร้อย
ผมเปลี่ยนมาเอ่ยปากถามถึง กาย - นวพล ลำกูน ลูกชายโทนวัยสิบขวบของเขา ดูอำพลมีท่าทีสบายใจขึ้นมาก
“เขาจะอยู่กับผม ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และอยู่กับแม่เขาจันทร์ถึงพฤหัสฯ ลูกต้องมีทั้งพ่อและแม่
จริงๆ แล้วผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนี้หรอกนะ น้องกายควรมีครบทั้งเจ็ดวัน”
พ่อวัยหนุ่มบอกเล่าระบายยิ้ม ความซีเรียสคลายลงไปเยอะ
“ตัวผมเองมาจากครอบครัวต่างจังหวัดที่ต้องช่วยเหลือตัวเองเยอะ ก็พยายามจะสอนน้องกายแบบที่คุณแม่สอนผม
คือต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากๆ นะลูก พ่อไม่มีสมบัติอะไรจะให้ นอกจากส่งให้เรียน
ให้เขาขวนขวายความรู้ เรียนได้เท่าไหร่ก็เรียนเข้าไป ซึ่งลูกเขาฟังนะ ทุกวันนี้ก็บู๊พอสมควร ผมชอบพาเขาไปทะเล
ไปขับสกี ไปดำน้ำ ผมทำอะไร เขาทำได้หมด”
ถ้างั้นโตขึ้นกายคงต้องมาถ่ายภาพปกและให้สัมภาษณ์เทรนดีแมนเหมือนพ่อ ผมว่า
“โห...ยินดีครับ” อำพลหัวเราะ แถมย้ำคำกับผมอีกด้วยนะ “ต้องมาแน่ๆ เลย”
นี่น่าจะเป็นนัดล่วง - ล่วงหน้านานที่สุดของเทรนดีแมนเลยทีเดียว
ที่มา Trendy Man Issue 70, June 1998