ด้วยความคิดถึงจากหัวใจด้านซ้าย ที่แผ่กระจายมาถึงมือขวา Oop! ฉบับนี้ไม่รอช้า
รีบคว้าตัว "พี่หนุ่ย - อำพล ลำพูน" มานั่งคุยแบบถึงลูกถึงคน และ (แอบ) ถึงเนื้อถึงตัวเล็กน้อยแต่พองาม
! ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นผลงานพี่หนุ่ยเลย หายไปทำอะไรมาคะ ?
ก็เล่นคอนเสิร์ตและก็เริ่มทำเพลงกับเพื่อนๆ วงไมโคร ช่วงนี้เราต้องขึ้นคอนเสิร์ตเยอะมาก
ไปเกือบทั่วประเทศ แล้งงานเพลงที่กำลังทำอยู่ก็ไม่ได้เป็นเพลงเก่าเอามาร้องใหม่า แต่ทำเพลงขึ้นใหม่ทั้งหมด
! แสดงว่าพี่หนุ่ยกำลังจะกลับมาร็อคแบบเต็มตัวอีกครั้งใช่มั้ยคะ ?
( ยิ้ม ) ก็พอดีมีผู้ใหญ่เรียกเข้าไปคุย ทุกคนหันมาถามกัน เอา ไม่เอา
ลองอีกสักตั้งนึงมั้ย ส่วนตัวผมได้ทั้งสองอย่าง เพราะสิ่งที่ตั้งใจไว้มันสำเร็จแล้ว
คือการที่เราตอบโจทย์ข้อแรกได้แล้วว่า ตอนนี้พวกเรา "ไมโคร" ไม่ได้โกรธกัน ยังรักกันดีอยู่
และด้วยวัยที่โตมาถึงขนาดนี้แล้วเนี่ย เราเข้าใจกันแล้วว่าเราจะเล่นดนตรียังให้มันมีความสุข
ส่วนข้อสองก็คือ คนที่เป็นแฟนเพลงไมโครยังเฮ ยังต้อนรับเราอยู่ ขนาดว่าไม่ได้รวมตัวกันเล่นคอนเสิร์ตมาเกือบ 10 ปี คนยังต้อนรับ เราก็รู้สึกโอเคแล้ว
เลยคิดกันว่าถ้าผู้ใหญ่เอื้อให้เราทำงานก็น่าจะลองทำกันดู เพื่อนๆ บอกเอา เราก็เอาด้วยสิ
! เพลงที่ทำจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากไมโครแบบเดิมรึเปล่าคะ ?
ดนตรีของไมโครไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากอยู่แล้วในความรู้สึกของเรา ซึ่งเราก็ยังรักษารูปลักษณ์บางอย่างที่เป็นรูปแบบเดิมๆ ไว้
เรื่องการใช้เสียงหรือรสนิยมในการใช้เครื่องดนตรี เราจะปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

! แสดงว่ายังคงทำให้เป็นภาษาเข้าใจง่าย สไตล์มันส์ๆ ?
ก็คงจะเป็นอย่างนั้น คือเราอยากจะพูดแบบนี้ ดนตรีที่เป็นแนวร็อคเนี่ย ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตามมันมีจุดยืน มีการสื่อสารในเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา
ที่เป็นจุดเด่นของไมโครก็คือการเล่น Live Concert ซึ่งต้องไม่ใช่การเอาคอมพิวเตอร์มาเล่นโชว์ วงไมโครเราไม่เคบใช้คอมพิวเตอร์ เล่นสดตลอด
มันก็จะยากหน่อย เพราะการเล่นคอนเสิร์ตเพลงร็อค เครื่องดนตรีและนักร้องทุกอย่างต้องสอดคล้องกันหมด
มันเชื่อมต่อกัน ซึ่งบางวงเขาอาจใช้คอมพิวเตอร์มาช่วย แต่สำหรับไมโครเราไม่ใช่ เราเชื่อมั่นในวิธีที่เราฝึกมาแบบนี้
! แล้วเพลงใหม่ตอนนี้ทำไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วคะ ?
อืมม...เป้าหมายของผู้ใหญ่บอกว่าปลายปีนี้ควรจะเสร็จนะ ( หัวเราะ) ถ้าช้ากว่านี้คนฟังรอนานแล้ว เพราะถามกันมาตลอดว่า เมื่อไหร่จะออกสักที รออยู่นะ
ซึ่งพูดตามความเป็นจริงคนทำงานก็อยากให้มันเสร็จเร็วๆ แต่ถ้างานไม่ดีก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งเร่งออกมาคุณภาพมันไม่เกิดแน่นอน
! ทุ่มให้กับงานเพลงขนาดนี้ แล้วงานหนัง งานละครล่ะคะ ?
ตอนนี้ยังต้องใช้เวลากับเพลงให้มากที่สุด ซึ่งก็ต้องขอโทษหลายคนเหมือนกันที่เรียกให้ไปรับบทละคร บทหนัง
งานทุกชิ้น ผมเชื่อว่ามีความดีอยู่ในตัวของมันเอง การที่เราปฏิเสธไปไม่ได้แปลว่าเราหยิ่ง
แต่เนื่องจากเวลามันไม่ได้จริงๆ แล้วถ้าทำสองหย่างไปพร้อมกันเนี่ย อันใดอันหนึ่งต้องสะดุดแน่นอน
ผลเสียมันตามมาอยู่เห็นๆ เพราะบางทีเขามีกำหนดของเขาไว้ ถ้าเราไม่ให้เวลาในการถ่ายทำ ก็จะมีผลกับทุกฝ่าย เลยคิดว่าทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไปจะดีกว่า
! หรือเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมากับหนัง 102 ปิดกรุงเทพฯ ปล้น ต้องใช้เวลาถ่ายทำนานมาก ทำให้่ไม่รับงานแสดงอีก ?
มันก็เป็นเคสที่ไม่เคยเกิดขึ้นนะ ถ่ายเรื่องเดียวถึงสองปี มีแต่ที่เคยร่วมงานท่านมุ้ยมา แต่นั่นเป็นหนังที่โครงสร้างใหญ่มาก
เราเข้าใจกันได้ แต่เรื่อง 102 ปิดกรุงเทพฯ ปล้นนี่เราก็มีส่วนทำให้มันช้าเหมือนกันเลยไม่อยากจะโทษใคร
ตอนนั้นที่ใช้เวลา 2 ปี กร้อนผมสั้นทำอะไรไม่ได้เลย แต่สุดท้ายก็สำเร็จลุล่วงไปเท่าที่เราจะร่วมมือได้
ซึ่งคราวหน้าถ้าเกิด มันต้องใช้เวลานานขนาดนั้นจริงๆ ก็ต้องดูว่าโปรดักชั่นหรือเนื้อหาของภาพยนตร์ว่าถ้าต้องการจริงๆ เราก็ทำให้ได้
แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ไม่รับงานแสดง ปัญหาก็คือเรื่องเวลา นี่ก็เพิ่งคืนละครให้พี่ไก่ - วรายุทธ กับบทหนังให้ GTH ไป
เพราะว่าไม่มีเวลาจริงๆ รู้สึกเรื่องล่าสุดที่เล่นไว้จะเป็น "นวลฉวี" ทางไอทีวีนั่นแหล่ะ

! เวลาพี่หนุ่ยปฏิเสธงานบ่อยๆ เคยได้ยินใครเอาไปเม้าท์บ้างมั้ยคะ ?
อืม...เรามีเหตุผลนะที่ปฏิเสธงาน แล้าเราก็จะคุยกับเจ้าของโปรดักชั่นหรือผู้กำกับที่ติดต่อมา
แต่ถ้าถามว่าเขาจะรู้สึกชอบหรือไม่ชอบอำพล อันนี้ต้องไปถามเจ้าตัวเขาดู เราไม่รู้ แต่้เราจะมีเหตุผลบอกตลอดว่าทำไมเราไม่รับหรือเวลารับงาน
มันมีที่มาหมดนะ เดินทางมาในวงการนี้ โดยเฉพาะกับวงการภาพยนตร์หรือละคร
แทบไม่เคยมีคนที่เข้าใจผิดกันเลย มีแต่คนดีๆ กันทั้งนั้น มีผู้ใหญ่หลายคนที่ทำงานด้วย
แล้วทั้งเราและเขารู้สึกดีต่อกัน อย่างเรื่อง "นวลฉวี" คุณใหม่ เจริญปุระ เป็นตัวนำมากกว่าเราอีัก
แต่ที่ไปเล่นเพราะอยากร่วมงานกับ อ.บรรจง โกศัลวัฒน์ ฝันมานานว่าทำยังไงถึงจะได้ร่วมงานกันสักครั้ง
เพราะอาจารย์ก็คือเบื้องหลังคนตัดต่อหนังเรื่อง "น้ำพุ" แล้วพออาจารย์เรียกเราไปเล่น โห...รู้สึกดีใจมาก เจาะจงมาเลยว่าจะเอาเราเล่นให้ได้
ซึ่งทางฝ่ายโปรดักชั่น เจ้าของละครเขาก็บอกว่า อำพลทำงานยาก ค่าตัวแพง ซึ่งต้องลองไปถามอาจารย์เองว่าาอำพลทำงานยากมั้ย
แล้วค่าตัวที่เ็ป็นอยู่มันแพงจริงมั้ย เราว่าในวงการนี้ไม่มีใครค่าตังสูงกว่า "พี่เบิร์ด - ธงไชย" แล้ว อย่างเราน่าจะเรียกว่าอยู฿่ในมาตรฐานมากกว่า
! แล้วค่้าตัวในการแสดงแต่ละเรื่อง มีส่วนในการตัดสินใจรับงานด้วยหรือเปล่าคะ ?
ค่าตัวเราสม่ำเสมอมาตลอดนะ ถ้าอยากรู้ต้องลองไปสืบเอาเอง แล้วเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันก็มีเหตุผลของมันเพราะเราว่าเราคิดเป็นนะ
เราให้อะไรกับงานชิ้นนั้นได้เต็มที่ เราเป็นมืออาชีพพอที่จะทำให้งานเขาออกมาดี แล้วจริงๆ เรื่องค่าตัวเนี่ย ไม่ใช่จุดสำคัญเลย
ถ้าเกิดอ่านบทแล้วชอบ เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความรักที่จะเล่นก็ง่ายแล้ว เขามีเงินทุนไม่มาก มาขอต่อรองค่าตัว เราก็สามารถปรับลงได้ทันที
อย่างกับ คุณ ธนิตย์ จิตนุกูล นี่ซี้กัน รักกันแบบพี่น้อง ก็เพราะเรารู้สึกดีในการปฏิบัติงานก็พอ ถึงได้บอกว่ามันไม่จำเป็นหรอก
ที่จะมาแบบว่าเอาเงินไปเลยเท่านี้ ขอเวลาแค่ 15 วันอย่างนั้นไม่ได้ เราก็จะแบบเอางี้ ไอ้เงินน่ะตกลงกันตามปกติ แต่เวลามาร่วมมือกัน ทำมันให้ดีที่สุดดีกว่า
! แล้วกับรางวัลที่พี่หนุ่ยเคยได้มาล่ะคะ เป็นสิ่งกำหนดให้ต้องเลือกรับงานด้วยมั้ย ?
ไม่ใช่หรอก ไม่ได้กำหนดแบบนั้น
แล้วคนที่มาจ้างเราเล่น ทุกคนก็ไม่ได้หวังว่าอำพลเล่นแล้วต้องได้รางวัลนะ
ที่ได้รางวัลมาเราว่ามันเป็นเรื่องของขบวนการมากกว่า หลายฝ่ายต้องช่วยกัน เริ่มตั้งแต่บทละครหรือภาพยนตร์
ผู้กำกัีบ ยันไปถึงคนตัดต่อ ทุกคนมีความสำคัญหมด
! จำได้มั้ยคะว่ารางวัลตัวแรกที่ได้รับคืออะไร ?
ที่เราได้ตัวแรกเป็นรางวัลพระสุรัสวดี จากหนังเรื่อง "น้ำพุ" ได้ปีเดียวกับที่คุณสินจัยได้รับนำหญิงจากเรื่องนวลฉวี
ซึ่งเราว่าปีนั้นสินจัยเท่มากนะ เพราะเขาได้สองรางวัลเลยคือนำหญิงกับสมทบหญิง

! ย้อนถามความรู้สึกตอนนั้นสักนิดว่าพี่หนุ่ยรู้สึกยังไงบ้างคะ ?
โหย...ตอนนั้นยังวัยรุ่นอยู่เลย แน่นอนว่าต้องดีใจมากๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมั้ย บอกได้เลยว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลง
เพราะเรายังอยู่ในสังกัดของไฟวสตาร์ โปรดักชั่น ค่าตัวก็เท่าเดิม แต่ก็มีหนังป้อนเข้ามาเรื่อยๆ เพราะสมัยนั้นมีคำที่เขาเรียกในวงการหนังว่า "จอขาวไม่ได้"
ก็คือต้องมีหนังเข้าฉายตลอดเวลา แต่ความจริงเราจะไม่ค่อยได้รับงาน ดูเหมือนเกเรนิดๆ แต่จริงๆ คือาจารย์สั่งสอนมาว่า เวลาจะรับหนัง
อ่านเรื่องก่อน หนังที่ดีมันต้องดีตั้งแต่บทเลย อ่านแล้วเราต้องมีแรงบันดาลใจที่อยากจะเล่น ทำให้พอบางเรื่องบทมาไม่ชอบ เราก็ไม่เล่น
ซึ่งใช้หลักนี้มาตลอดและเชื่อว่ามันได้ผลนะ เป็นสิ่งที่ครูสอนมา ครูคนแรก "คุณเปี๊ยก โปสเตอร์" ครูคนที่สอง "คุณยุทธนา มุกดาสนิท"
ทั้งคู่ท่านพูดเหมือนกันว่าทำงานอะไรก็ตามทำด้วยความรักมันจะไม่เหนื่อย ทำแล้วทำอีกก็ไม่เป็นไร เราก็มีความสุขที่จะทำ
ซึ่งตรงนี้นักแสดงหลายท่านที่เข้ามาวงการก่อนเราเขาก็ยึดหลักแบบนี้
! เพราะพี่หนุ่ยมีจุดยืนแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ทำให้อยู่ในวงการมาถึงทุกวันนี้ ?
ก็คงมีส่วนด้วย เราว่าทุกคนควรมีจุดยืน ถ้าเราไม่มีจุดยืนคงมาถึงวันนี้ไม่ได้ รุ่นเดียวกับผมบางคนไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้
แ่ต่เราเชื่ออย่างนึงนะว่า คนที่จะสามารถอยู่ได้ตรงนี้นานๆ ได้ มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาของคนดู วันนี้อำพลก็ไม่ได้ชี้ให้มันเ็ป็นไป
ไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น เราเชื่อว่าทั้งหมดมาจากศรัทธาของมวลชนมากกว่า ใครจะไปลบล้างได้ไม่มีทาง
! ส่วนใหญ่บทที่พี่หนุ่ยได้รับจะเป็นแบบขรึมๆ หรือไม่ก็ต้องจับปืนตลอดเลยนะคะ ?
นั่นสิ (ยิ้ม) แต่เราไม่เคยนึกเคยฝันนะว่า โอ๊ย...อยากเล่นบทนั่นจังเลย อยากเล่นเป็นไอ้นี่จังเลย เราไม่เคยคิด แค่อ่านแล้วแบบ ฮู้ยย...มันดีจังเลยอะ
ถ้าเราเป็นตัวนี้จะเป็นยังไงนะ บทอื่นๆ แบบกุ๊กกิ๊กก็เคยมีติดต่อมา แต่เราอ่านแล้วมันไม่รู้สึกว่าอยากเล่น ไม่เกิดแรงบันดาลใจ
! เล่นบทแบบนี้บ่อยๆ เวลาออกไปไหนมาไหนแฟนๆ เขาว่ายังไงบ้างคะ มีกลัวมั้ย ?
ไม่เห็นมีใครกลัวเลย มีแต่เข้ามาทักมาเรียก เฮ้ย!! พี่หนุ่ยๆ บา่งคนเด็กๆ วัยรุ่นเรียก "หนุ่ย" เลยนะ ผมต้องบอกว่าคุณน่ะรุ่นลูกผมแล้วนะ
แ่ต่จะไม่ว่าเขา เพราะเขาจำเราจากภาพไหนก็ไม่รู้ บางคนชอบหัวใจตและไกปืนมาก บางคนชอบน้ำพุมาก เขาก็จะเห็นเราในภาพต่างๆ กันไป
แ่ต่ภาพรวมของเราก็คือ อำพลจะง่ายๆ ติดดิน สบายๆ ไม่เป็นเทพบุตร ไม่เป็นซุปเปอร์สตาร์ ยังมีเด็กปั๊ม ยามหรือแม่ค้ามาทัก
ซึ่งตรงนี้เราว่ามันบ่งบอกได้ว่าคุณเป็นคนที่จังต้องได้ สัมผัสง่ายมากกว่า

! คุยเรื่องงานมาเยอะแล้ว ขอถามเรื่องส่วนตัวบ้างนะคะ ตอนนี้พี่หนุ่ยมีเวลาพักผ่อนบ้างมั้ยคะ ?
ก็มี เพราะช่วงนี้ทำเทปอย่างเดียว ถ้าว่างเราก็จะอยู่ที่บ้านวิภาวดี ตกแต่งบ้านใหม่ เพราะกายเขากลับมาจากออสเตรเลียแล้ว
เลยทำห้องใหม่ให้เขา จริงๆ ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะขายบ้านตรงนี้ ราคาเท่ากับที่ซื้อมาแหละ ที่ไปลงข่าวกันว่าจะขาย 30 ล้านอะไรนั่นไม่ใช่เลย
แต่ตอนนี้ไม่พูดเรื่องตัวเลขกันแล้ว เพราะเราไม่ขายแล้ว จะเก็บไว้ให้เจ้ากายเขา คิดไปว่าพอกายโตเป็นผู้ใหญ่จะหาตังค์ที่ไหนมาซื้อบ้านตรงนี้ได้
เี๋ดี๋ยวเราเกษียณเราก็กลับไปอยู่ระยองแล้ว บ้านตรงนี้ก็ยกให้กายไป เพราะไม่ได้มีมรดกอะไรให้ มีบ้านนี่แหละที่จะยกให้เขา
! อย่างนี้ก็มีเวลาอยู่กับน้องกายมากขึ้นสิคะ ?
( ยิ้มกว้างก่อนตอบ ) เป็นเพราะเขากลับมาอยู่เมืองไทยแล้วด้วย ตอนนี้ก็ให้เข้าเรียนที่บางกอกพัฒนาอยุ่เกรด 10 แล้ว
แต่กายเขาจะเป็นคนไม่ชอบออกจากบ้านนะ ช่วงนี้เลยดูอวบอ้วนขึ้นหน่อย ( หัวเราะ ) ไม่สิอ้วนเลยล่ะ
นี่คุณแม่เขาก็พากายไปฟิตเนสแถวติวานนท์แล้ว แต่ก็มีที่ตกลงกันไว้ว่าพอปิดเทอมจะพาไปอยู่ด้วยกันที่ระยอง ไปออกแดด เล่นกีฬาบ้าง
ใหู้ดูแข็งแรงสมกันเป็นแมนหน่อย
! แล้วเรื่องที่ว่าน้องกายถูกจีบเข้าวงการล่ะคะ คุณพ่อหนุ่ยว่ายังไงบ้าง ?
ตอนนี้เขายังอยู่ในช่วงของการเรียนนะ ยังเด็กเพิ่งจะ 16 เอง แต่เราก็ถามเขาตลอดว่าชอบมั้ยลูก ชอบจริงหรือเปล่า
ถ้าชอบจริงแล้วจะไม่ทำให้เสียการเรียนนะ เดี๋ยวพ่อเทรนด์ให้เลย คือไม่ปิดกั้นแล้วก็ไม่ส่งเสริม ไม่ได้หวงด้วย
เพราะตอนของเราพ่อแม่ก็แบบนี้แหละ พอเรามั่นใจก็ทำเลย
! แต่น้องกายเนื้อหอมนะคะ ยิ่งโตยิ่งหล่อ ?
( ยิ้ม ) ก็มีสาวๆ มาชอบเขาหลายคน เรื่องนี้แล้วแต่เขาชอบคนไหนก็ว่ากันไป

! มาถึงเรื่องหัวใจของพี่หนุ่ยบ้าง ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะกับสาวที่อเมริกาคนนั้น ?
โหย...ไม่ใช่มั้ง เป็นไปไม่ได้หรอก ( หัวเราะ ) แต่ก็มีคุยๆ กันบ้างทางีเมล์ แต่ถ้าเป็นทางโทรศัพท์ไม่ไหว มันแพง
! ถ้าอย่างนั้นถามใหม่ว่า เริ่มมีคนใหม่ที่คบๆ กันอยู่รึยังคะ ?
เรียกว่าดูๆ อยู่แล้วกันครับ ตอบว่าไม่มีมันเป็นแบบฟอร์มเกินไป เราก็อยากได้คนดีๆ ที่แบบว่า รักเราจริงคนในวงการก็มีมองๆ อยู่
แ่ต่ว่าเขาคงไม่ชอบเราหรอกมั้ง คือเราไม่ใช่วัยรุ่นด้วย มันยากถ้าจะเข้าไปจีบใครสักคนหรือบอกว่าผมชอบคุณนะครับอะไรอย่างี้
ไม่อยากทำตัวให้คนคิดว่าเราเจ้าชู้ประตูดิน แต่สักวันก็คงมีคู่ชีวิตล่ะ อายุขนาดนี้แล้ว จะอยู่คนเดียวจนแก่ตายมันคงไม่ได้
แ่ต่ตอนนี้ไม่มีใคร เราว่ามันยังไม่สาย ลูกชายยังเรียนไม่จบ High School เลย
แล้วเราก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกตั้งเยอะ ยังต้องดูแลคนทั้งบ้านแทนพ่อ เลยคิดว่าตอนนี้ไม่มีใครก็ยังไม่สายเกินไปหรอก

ไม่สายเกินไปหรอกค่าพี่หนุ่ยขา Oop! ว่าก็ยังมีสาวๆ อีกหลายคนเต็มใจรอขอเป็นคู่ใจพี่หนุ่ยอีกเพียบ
อย่างน้อยก็กองบอกอ
Oop! เกือบทั้งกองล่ะค่า ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า อุ๊ยยยย!
ที่มา Oop! ฉบับที่ 10 ปักษ์หลัง มีนาคม 2548