
ถ้าสมองคนเราเริ่มต้นบันทึกความจดจำจากการมองเห็นเมื่ออายุสามขวบ
เด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบเอ็ดปี คงไม่มีทางรู้ว่า ‘อำพล ลำพูน’ คือใคร เพราะก่อนหน้าที่จะกลับมาโลดแล่นกับงานแสดงอีกครั้ง
แปดปีเต็มๆ คือตัวเลขที่เขาถูกขึ้นบัญชีหายสาบสูญจากวงการ
“ ผมไม่ได้อยู่เฉยๆ ผมไปทำไร่อยู่ที่ระยอง ”
ในน้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงมีสำเนียงของร็อคเล็กเล็กเจือปนอยู่อย่างเป็นเอกลักษณ์
ก่อนเที่ยงไม่กี่นาที อำพล ลำพูน เสร็จสิ้นจากการถ่ายรูปที่ อะ สตูดิโอ
a day ชักชวนเขาไปหลบแสงไฟแฟลชเข้าไปในมุมหนึ่งของห้องแต่งตัว
วันนี้อำพลอยู่ในชุดสูทสีเทา เสื้อเชิ้ตสีขาวกับเนคไทสีเทาและเสื้อกั๊กสีเทา
ช่วยขับให้มาดของนักแสดงหนุ่มดูภูมิฐานขึ้นกว่าที่เคยเห็นจนชินตา
มองภาพนี้แล้ว a day หวนนึกไปถึงเมื่อครั้งเขาสวมบท ‘นพพร’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘ข้างหลังภาพ’
สิบนาฬิกาตรงคือเวลานัดหมาย ทว่าเพียงเก้าโมงสี่สิบห้า อำพล ลำพูน ก็มาถึงสตูดิโอ
ด้วยอัธยาศัยเรียบง่าย ไม่ถือตัวตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพหรือสัมภาษณ์พูดคุย
แม้จะมีงานถ่ายหนังที่สระบุรีรออยู่ในช่วงบ่าย
แต่เขาไม่ก้มมองดูนาฬิกาสักครั้งเดียว ใครจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าอะไม่ไม่ทราบ
แต่ a day เรียกมันว่า ‘ความเป็นมืออาชีพ’
ปุ่มสีแดงจากเครื่องอัดเทปถูกกด สำหรับนักสัมภาษณ์เมื่อเนื้อเทปเดินหน้า
มันคือสัญญาณที่บอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการบันทึกเสียง
ซึ่งหากจะเปรียบกับการแสดง มันคงเหมือนคำพูดที่ว่า “แอ๊คชั่น”

“ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วพบว่าตัวเองเป็นเหมือนคนละคนกับเมื่อคืน...”
อำพลตอบคำถามที่ว่า น้ำพุ คือหนังที่เปลี่ยนชีวิตเขาใช่หรือไม่ ชายหนุ่มจิบกาแฟร้อนในถ้วยสีขาวที่อวลกลิ่นกรุ่นตรงหน้า
แล้วใช้ความเงียบปลดปล่อยเวลาให้ละลายไปกับความคิดย้อนกลับไปในอดีตเมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
“เพราะการกล่าวขวัญของหนังเรื่องน้ำพุ มันมีมากเหลือเกิน เดินไปที่ไหนใครๆ ก็รู้จัก
ไม่เว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง เห็นหน้าผมเรียก พี่น้ำพุ กันเป็นแถว คือถ้าพูดเรื่องพฤติกรรมของชีวิต
ผมเปลี่ยนไปเลยจากหน้ามือเป็นหลังมือ
จะมีแต่ก็เพียงดีเอ็นเอละมั้งที่ยังเป็นเหมือนเดิม” ตอบแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“วันนั้นผมไปเดินเล่นที่ห้างรามอินทรากับผู้ช่วยผู้กำกับของคุณเปี๊ยก โปสเตอร์ พี่หง่าวมาเห็นเข้าก็นัดผมมาทานข้าว
แล้วพูดกับผมว่าจะให้เล่นน้ำพุ เป็นเรื่องของเด็กติดยา ผมขอสารภาพว่าเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้และไม่เคยเห็นมาก่อน
นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าภาพคนติดยามันเป็นยังไง ก็น่าสนใจดี แต่ยังไม่ได้รับปากอะไร
หลังจากนั้นไม่นาน ทีมงานก็พาผมไปศึกษา ไปดูชีวิตของคนที่ติดยาจริง ผมเห็นแล้วเกิดความรู้สึกขยาด
คือผมเป็นคนที่กลัวเข็มมาก แต่ในความกลัวก็มีความท้าทายซ่อนอยู่ สุดท้ายก็ได้เล่น ”
เขาอมยิ้มก่อนรื้อฟื้นความทรงจำมาเรียบเรียงเป็นคำพูด
“แต่ผมพูดจริงๆ นะ ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นดารา เพราะเพิ่งเล่นหนังมาได้แค่เรื่องเดียว
น้ำพุ เป็นเรื่องที่สอง ยังไม่มีความเป็นมืออาชีพ ที่ผมรู้เพราะบางทีอยู่ในกองถ่ายก็มีความคิดแบบเด็กๆ
โผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่ค่อยมีวินัย เหนื่อยแล้วโลเล อยากกลับบ้านไปเล่นกีตาร์อะไรประมาณนี้
ไม่ได้คิดเลยเถิดไปถึงรางวี่รางวัลอะไรใหญ่โต จนกระทั่งมาถึงฉากหนึ่ง เป็นฉากที่น้ำพุต้องฉีดยาเข้าเส้น
แล้วผมคงไม่ค่อยได้ตั้งใจเล่นเท่าไหร่ พี่หง่าว (ยุทธนา มุกดาสนิท) เดินเข้ามามองหน้าผมแล้วพูดเสียงเข้ม
“หนุ่ย...เอ็งไม่อยากได้เหรอ...รางวัลตุ๊กตาทอง” ผมขอบอกตรงๆ เลยว่า
ผมไม่เคยคิดอยากได้รางวัลอะไรทั้งนั้น
แต่คำพูดของพี่หง่าวไปสะกิดที่ใจผมให้คิดถึงความตั้งใจ ความเป็นมืออาชีพ
มันมากกว่าคำว่า ‘ดารา’ เพราะมันคือเกียรติยศ มันคือความภาคภูมิใจที่เราได้ทำในสิ่งที่คิดว่าทำได้ดีที่สุด
ยิ่งผมมองดูรอบๆตัวเห็นทีมงานในกองถ่ายที่ทำงานแบบใส่กันสุดๆ ภาพนั้นทำให้ผมเปลี่ยนความคิด
ซึ่งคุณจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ทันทีที่พี่หง่าวพูดคำว่า “แอ๊คชั่น” ผมก็เปลี่ยนตัวเองเป็นน้ำพุไปเลย ”
“แล้วอะไรทราบไหมครับ ทันทีที่ฟิล์มเดิน ช็อตแรกมักจะเป็นช็อตที่ดีมากๆ จนแทบจะไม่ต้องถ่ายซ้ำเลย
มันมีความเป็นธรรมชาติ มันคือความกลมกลืนของทุกคนในกองถ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ หรือแม้กระทั่งช่างกล้อง”
อำพลยกกาแฟขึ้นจิบ เปลี่ยนท่านั่งเป็นไขว่ห้างหลวมๆ เอนกายบนพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย ก่อนเอ่ยคำพูดต่อ
“ผมมาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่สบายๆ ในขณะที่พี่หง่าวเป็นคนที่เข้มข้นเอาจริงเอาจังมาก
ซึ่งผมขอบอกอย่างเปิดอกเลยว่า ผมเป็นคนที่โชคดีมากๆ
ที่ได้มาร่วมงานกับพี่หง่าวมันเหมือนกับได้แบบเรียนที่มาจากครูที่ดี
ผมยังจดจำแบบเรียนอันนั้นและใช้มันมาจนถึงทุกวันนี้ ความตั้งใจ ความมีสมาธิ วินัย การตรงต่อเวลา
ศึกษาให้ชัดเจนกับบทที่จะเล่นจนมั่นใจ คิดอีกทีมันเหมือนผมได้ผ่านเบ้าหลอมที่ดี
ผมว่านะ คนเราทุกคนเป็นเหมือนวุ้นเหลวๆ เทใส่บล็อกรูปดาวก็ออกมาเป็นดาว เทใส่บล็อกเหลี่ยม
แกะออกมาก็เป็นเหลี่ยม ผมก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น โชคดีที่พี่หง่าวเป็นทั้งบล็อกที่ดีและเป็นทั้งคนเทที่ประณีตบรรจง
อีกทั้งผ่านการเคี่ยวมาจากเตาที่ร้อนจริงๆ เมื่อประกอบกันแล้วผมเลยออกมาเป็นแบบนี้”
สายตาของอำพล ลำพูน ที่มีต่อวัยรุ่นวันนี้คืออย่างไร...
เป็นอีกคำถามที่ a day อยากฟังจากปากอดีต ‘ขวัญใจวัยรุ่น’ คนนี้
“มุมมองอะไรต่างๆ มันไม่มีทางเหมือนสมัยก่อนได้อีกแล้ว เอาง่ายๆ เมื่อก่อนเราก็ดูหนังไทย
เดี๋ยวนี้มีหนังต่างประเทศให้ดูทุกอาทิตย์ มีตัวเลือกมากขึ้น รู้จักเปรียบเทียบ กล้ามากขึ้น
ผมมองเห็นสังคมของเด็กหัวเขียวหัวเหลืองซึ่งแต่ก่อนมันมีซะที่ไหน
แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอะไร ก็อย่างที่บอก มันเป็นไปตามยุคสมัย
นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนของเรารับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว ทันสมัย
แต่สุดท้ายพวกเขาต้องเป็นฝ่ายเลือกเองว่าจะจับองศาไหน
จะเอาแง่มุมไหนมาใช้ เพื่อที่จะใช้เป็นการพัฒนาการที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ”
กาแฟพร่องถ้วยไปกว่าครึ่งแล้ว ชายหนุ่มยกน้ำเย็นขึ้นมาจิบสองสามอึก
“ที่สำคัญคือ อย่าไปยุ่งกับยาเสพติดเลย มันหมดสมัยไปแล้ว
เล่นกีฬาดีกว่า สังคมสมัยใหม่ต้องการคนที่มีสุขภาพร่างการแข็งแรง เพื่อที่ใช้ต่อสู้กับสภาพแวดล้อมหรือปัญหาที่มีมากขึ้น
ว่าไปแล้วเด็กที่มีความคิดจริงๆ จะจับได้ว่า
ยาเสพติดเป็นเหมือนของโบราณ มันไม่มีประโยชน์ เป็นเรื่องของคนยุคเก่า”
“ผมว่าเด็กส่วนใหญ่ที่หันหน้าเข้าพึ่งยาเสพติดก็เพราะความไม่เข้าใจ ผมเคยเป็นเด็กมาก่อน
ผมรู้ว่าเด็กจะกลัวก็เมื่อรู้ว่ามันอันตรายจริงๆ
ทีนี้เค้าไม่เข้าใจว่ามันอันตราย มันทำให้ตายได้
คนที่ยังเสพก็คิดว่ามันทำให้สนุก ซึ่งไม่ใช่ เราต้องหาวิธีสอนให้เค้ารู้ถึงพิษภัย
ผมเคยคิดอยากให้ ปปส. ทำโชว์รูม เอาที่สยามนี่แหละ แทรกเข้าไปให้ถึงตัวเด็กให้ได้ สอนเค้า ให้ความรู้เค้า
ผมยังยืนยันว่า ความเข้าใจต้องมาก่อนเป็นข้อที่หนึ่ง และสุดท้ายมันจะเป็นอาวุธที่เด็กเอาไว้ใช้ในการปฏิเสธยาเสพติด”
สำหรับนักแสดงนำคนสำคัญ ความรู้สึกของอำพลเป็นอย่างไร เมื่อเสร็จสิ้นกับภารกิจการแสดง?
“ผมรู้ซึ้งว่าแม่ทุกคนรักและห่วงลูกมาก ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง
พ่อแม่ก็ยังเป็นคนคู่เดียวในโลกที่คอยปลอบประโลมลูกเสมออย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ผมอยากให้ ‘น้ำพุ’
เป็นหนังตัวอย่างให้ครอบครัวทุกหลังคาเรือนย้อนกลับมามองตัวเอง อย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษโรงเรียน
ให้หมุนนิ้วมือที่ชี้ไปที่คนอื่นหันกลับมาชี้ที่ตัวเองบ้าง เราให้ความสำคัญกับครอบครัวแค่ไหน
เราสนใจลูกๆ ของเราแค่ไหน ถ้าเราให้ความสนใจสักนิดจะพบว่า
เราสามารถเช็คตรวจทานพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับลูกของเราได้
แต่คำถามก็คือ พ่อแม่ทำหรือเปล่า ทำแล้วหรือยัง
ทำไมเสาร์อาทิตย์สนามกอล์ฟแน่นทั้งวัน
แล้วตกดึกคุณอยู่บ้านหรือเปล่า หรือคุณออกไปข้างนอก ไปงานสังคม ไปพบเพื่อนฝูงสนุกสนานเฮฮา
ในความครึกครื้นไม่รู้ว่าคุณเห็นลูกอยู่บ้านคนเดียวในความมืดหรือเปล่า ” เขาพูดจบก็ถอนหายใจช้าๆ
“ท้ายที่สุดแล้ว ‘ความรัก’ แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่มีข้อแม้ว่า...”
อำพลหยุดดึงประโยคสุดท้าย ก่อนเน้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันต้องเป็นของจริงนะ! ”
หัวข้อคำถามยังวนเวียนอยู่กับฉากใน ‘น้ำพุ’ ที่สร้างความประทับใจให้เขา
“ไม่รู้มีคนสังเกตหรือเปล่า ที่ถ้ำกระบอก ฉากนั้นผมกับจุกต้องวิ่งไปในทุ่งกว้างๆ ด้วยความรู้สึกดีใจ
นี่เป็นอาทิตย์สุดท้าย จะได้กลับบ้านแล้วอะไรทำนองนี้ ในเรื่องผู้กำกับสั่งให้วิ่งออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่งคัท
พอถึงเวลานั้นจริงๆ เราสองคนก็ออกวิ่งไปบนทุ่ง แล้วทีนี้ตอนนั้นบังเอิญมีนกฝูงหนึ่งบินผ่านมา
ผมหยุดวิ่ง แล้วยืนเพ่งมองนกที่บินในอากาศ
ผมรู้สึกว่าอารมณ์กับความรู้สึกที่นั้นในเวลานั้นมันรับกันมากเลย
ลองนึกภาพนกที่กางปีกสะบัดไปบนท้องฟ้าที่ไม่มีอาณาเขตอะไรมากั้นขวาง มันคือความเป็นอิสระ
ความหลุดพ้นจากความเป็นทาสของยา ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้แต่ว่ามันคือความลงตัวจากฝีมือของธรรมชาติ”
แน่นอนว่า ‘น้ำพุ’ คือที่มาของเกียรติยศ
และชื่อเสียงที่ถาโถมใส่นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่อายุแค่ 17 ในเวลานั้น
จนตั้งตัวแทบไม่ทัน ความสามารถที่ยืนพื้นอยู่บนประสบการณ์และการเลือกงานที่ดี ส่งผลให้ทุกวันนี้ชื่อของอำพล ลำพูน ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของนักแสดงมากฝีมือของเมืองไทย
“องค์ประกอบจองชีวิตผมทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหลายครั้ง ผมต้องเข้าร่วมอยู่กับหมู่คนจำนวนมากๆ
ด้วยสถานภาพของความเป็น ‘พ่อ’ ผมก็ต้องรักษากติกาของสังคม ที่เห็นชัดก็คือ การแต่งกายสุภาพ
ตัดผมสั้นเรียบร้อย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้ใหญ่ในสังคมควรปฏิบัติ
ยิ่งผมเป็น ‘พ่อ’ ผมก็ยิ่งต้องเคารพกติกาที่สังคมวางเอาไว้
ผมมีลูกคนเดียว น้องกาย (เด็กชายนวพล ลำกูน) เป็นเด็กที่น่ารัก เก่ง ผมรักเขามาก
รักจนถึงขนาดไปโรงเรียนลูกงานประชุมผู้ปกครอง ผมก็ต้องแต่งตัวให้เหมือนพ่อคนอื่นทั่วๆ ไป
แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ปกติวันธรรมดาถ้าไม่มีอะไร ผมก็ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนเดิม ”
ชายหนุ่มหยุดคำพูดไว้กับความว่างเปล่า ก่อนเอื้อนเอ่ยความในใจต่อ
“ อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ ‘ความคิด’ อย่าลืมว่าผมอายุสามสิบกว่าแล้ว แล้วกว่าที่จะมาถึงวันนี้
ผมก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมจึงกล้าพูดว่า ผมไม่ได้มี ‘ความคิด’ ที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานเลย ”
น้ำดื่มหมดแก้วไปนานแล้ว เหลือเพียงกาแฟที่ติดปลายถ้วยเล็กน้อย

กับคำถามสุดท้าย " หากวงศ์เมือง นันทขว้าง มีชีวิตมาจนทุกวันนี้ เขาจะเป็นคนอย่างไร" ?
มีแววอ่อนโยนปรากฏขึ้นในดวงตาของนักแสดงหนุ่มผู้เคยสวมบทบาทการเป็น ‘น้ำพุ’ ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
ก่อนให้คำตอบด้วยเสียงหนักแน่น
“ถ้ายังมีชีวิตอยู่จนวันนี้ เขาคงเป็นศิลปินเขียนภาพคนหนึ่ง และจะมีงานที่แสดงออกมาถึงตัวตนของเขาจริงๆ
น้ำพุเป็นคนที่เก่งนะครับ ผมเคยเข้าไปดูในห้องเขา และแอบไปเห็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิง
มันสื่อความหมายได้บางอย่าง เขาเป็นคนที่รักครอบครัว เขารักแม่ รักพี่ รักน้อง
มันเหมือนกับว่าผู้หญิงคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเขา แต่อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่เข้าใจ เขาก็เลยทดแทนด้วยตุ๊กตา ”
“นอกจากนี้เขายังเป็นคนช่างฝัน ที่ผมรู้เพราะผมเห็นโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนเขา
มีรอยแกะสลักด้วยปลายแหลมของวงเวียน มันไม่เป็นภาพอะไรหรอกครับ
มันเป็นฟรีฟอร์มที่โดดเด่นสะดุดตามาก มันไหลลื่นเป็นรูปดาวเป็นวงกลม เป็นดอกทานตะวัน
เป็นอะไรอีกหลายอย่างที่สุดจะคาดเดา นี่คืองานเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ผมเห็นมากับตา
แล้วก็มาคิดต่อว่า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ เขาจะมีงานที่ดีออกมาไม่แพ้คุณพ่อของเขาเลย... ผมเชื่ออย่างนั้น”
อำพล ลำพูน - - ‘น้ำพุ’ ในแผ่นฟิล์มหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาประคองไว้ในฝ่ามืออย่างนิ่มนวล
ก่อนยกขึ้นดื่มจนหมดถ้วย เมื่อของเหลวสีน้ำตาลเข้มไหลผ่านลำคอ เขาจบประโยคสุดท้ายของบ่ายวันนั้น
“และผมก็มั่นใจด้วยว่า มันจะต้องเป็นอย่างนั้น”

ที่มา : หนังสือ a day vol.1 number 2 October 2000