
“ปีนี้ไม่มีเทป ปีนี้เราจะเป็นผู้กำกับหนังไทย”
นี่ไม่ใช่ข่าว แต่เป็นคำประกาศของลูกผู้ชายพระเอกหนังไทยและร็อคเกอร์นัมเบอร์วัน แห่งราชอาณาจักรไทย... ที่ชื่อ “ อำพล ลำพูน ”
ผู้นิยมสร้างตำนานใหม่ มาให้วงการสะท้านสะเทือนเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ตำนานหน้าใหม่ในฐานะ “ว่าที่ผู้กำกับหนังไทย” กำลังเปิดฉากขึ้น
- จากหนัง “พันธุ์หมาบ้า” ที่ผ่านไปแล้วนี่ ในความรู้สึกของหนุ่ยกับหนังเรื่องนี้ยังไงบ้าง
“อ๋อ...งานพันธุ์หมาบ้าเหรอ...ชอบ เราเล่นเรื่องนี้เพราะว่าเราชอบเรื่องมาก เราก็คนพันธุ์นี้แหละ พันธุ์หมาบ้า แต่หลังจากถ่ายเสร็จเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เสร็จเป็นหนังแล้วมันจะออกมายังไง... ในเรื่องก็ไม่ได้พากษ์เสียงตัวเองด้วย ไม่รู้ใครพากษ์ คือช่วงที่ให้เสียงนี่ เรากำลังทำเพลงอยู่ ก็ชุดเต็มถังไง...ก็เลยไม่ได้ไปให้เสียง”
- แล้ว “ ต้องปล้น ” ที่กำลังถ่ายอยู่นี่ หนังเรื่องนี้มีดีตรงไหน ที่ทำให้หนุ่ยตกลงเล่น
“เรื่องนี้เหรอ...เราคุยกับผู้กำกับมาสองสามปีแล้ว เรื่องจริงนะ มันเป็นเรื่องจริงจากแฟ้มอาชญากรรมของกรมตำรวจนะ เรื่องนี้มันสื่อ สื่อให้เห็นถึงการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...”
- ของใคร...
“ ของประเทศไทย...ของประเทศไทย...เอ่อ เดี๋ยวมานะ...” (ผู้กำกับเรียกหนุ่ยเข้าไปคุยอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหนุ่ยก็กลับเข้ามาขอหนังสือ “เดอะ บอย” ฉบับหน้าปกเบิร์ดบูมเมอแรงจากมือช่างภาพสาวสวยเปรี้ยวของเราไปดู)
“ขอดูหนังสือหน่อยนะ ดูไปด้วยตอบไปด้วยได้หรือเปล่า เบิร์ดนี่เราก็ชอบนะ ชอบ...”
- ชอบเบิร์ด?
“ ก็ชอบเค้าตั้งแต่ชุดที่หนึ่ง แล้วก็ไม่ชอบอีกเลย จนมาชุดสุดท้ายบูมเมอแรงนี่ กลับมาชอบอีก”
- อ้าว...แล้วจากชุดที่ 2 ถึงชุดก่อนล่าสุดนี่ ความชอบมันหายไปไหน
“ หา...ไม่รู้สิ ก็ชอบชุดที่หนึ่งกับชุดล่าสุด เหตุผลเหรอ...ส่วนตั๊ว...ส่วนตัว ไม่บอกหรอก”
- หนุ่ยเคยบอกว่า จะรับเล่นหนังเพียงปีละเรื่อง แต่ช่วงที่หนัง “สองอันตราย” ฉาย “พันธุ์หมาบ้า” ก็ฉายด้วยนะ มีเปลี่ยนแปลงความตั้งใจอะไรหรือเปล่า
“ก็อย่างปีนี้แหละ ที่จะเป็นสองเรื่อง เพราะปีนี้ไม่มีเทป ปีนี้นี่เราจะเป็นผู้กำกับ เราเลยอยากทำงานหนังให้มากขึ้น ปีนี้ที่หนังสองอันตรายกับพันธุ์หมาบ้าออกมชนกันนี่ เพราะพันธุ์หมาบ้าเป็นโปรเจคท์ของปีที่แล้ว เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ว่า...ด้วยเหตุผลใดเราก็ไม่ทราบขั้นตอนน่ะ ไม่รู้เพราะอะไรถึงมาเข้าฉายปีนี้ เพราะปีนี้เราคิดว่าจะมีหนังแค่ 2 เรื่อง คือสองอันตรายและ “ต้องปล้น”สองอันตรายปิดกล้องไปแล้ว ฉายไปแล้ว ก็เหลือแต่ “ต้องปล้น” ที่กำลังถ่ายอยู่นี่เป็นโปรเจคท์ของเราปีนี้ (เราไปสัมภาษณ์หนุ่ยในกองถ่าย “ต้องปล้น” ที่ปากคลองตลาด) ...แบบ ปีนี้เราจะทำหนังด้วย ”
- ได้ยินมาแว่วๆ ว่าหนุ่ยจะลงมือทำหนังร่วมกับบิลลี่
“อันนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมนะ พระเอกนางเอกนี่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม”
- ให้มาช่าเป็นนางเอกไหม
“ถ้ามาช่าเหมาะก็คงเป็นมาช่า...นางเอกนะ ขึ้นอยู่กับมาช่าว่าเหมาะหรือเปล่า”
- บทหนังเสร็จหรือยัง
ทรีทเมนต์เรียบร้อยแล้ว แต่ชูตติ้งสคริปต์นี้ยังไม่เสร็จ (Shooting Script) หมายถึงสคริปต์ที่ใช้ในการถ่ายทำ ซึ่งบอกรายละเอียดมุมกล้อง และการเคลื่อนไหวต่างๆ ไว้ด้วย
- เขียนเองหมดเลย
บทเขียนเอง แต่ชูตติ้งสคริปต์มีอาจารย์มาช่วย
- หนุ่ยลองเล่าคอนเซ็ปต์ของหนังเรื่องนี้ให้ฟังหน่อยสิ ว่ามันจะเป็นรูปแบบไหนบ้าง
คอนเซ็ปต์เหรอ...มันเป็นเรียลริสติก (เหมือนจริง) นะ เราชอบคำว่า “มิดไนท์ไก่ตอน” ไม่รู้ว่าจะให้ได้หรือเปล่านะ แต่ว่าเราไม่ติด ชื่อเรื่องเราไม่ติด ชื่อเรื่องว่ามิดไนท์ไก่ตอน...แต่เรื่องความเหมาะสม ไม่รู้ว่จะเหมาะหรือเปล่า เราไม่สนใจชื่อเรื่องหรอก หนังเรามีคอนเซ็ปต์น่ะ
- นั่นสิ คอนเซ็ปต์เป็นไงล่ะ
แบบมันจะมีผู้ชาย ผู้ชายตัวนำในเรื่องไง จะมีอาชีพขายข้าวมันไก่ กลางคืนจะหารายได้พิเศษด้วยการขายยาเสพติด แล้วก็พัฒนาการไปจนถึงค้าประเวณี พัฒนาการนี้จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงไปค้าประเวณี
- นั่นสินะ ทำไมล่ะ
ก็เป็นเรื่องที่ต้องดู ว่าอ้าว...เพราเหตุใด ผู้ชายแท้ๆ จึงคิดขายตัว เหตุใดล่ะ อยู่ดีๆ งานการก็มีทำอยู่แล้ว ทำไมจึงคิดไปขายตัว ทำไม...นี่เป็นเรื่องที่ต้องดู
- เขาคงไม่ชอบขายข้าวมันไก่นะ
ไม่ใช่เรื่องไม่ชอบขายข้าวมันไก่ ไม่ใช่เลย อ้าว ขายข้าวมันไก่นี่มันก็มีเงินเดือนนี่ ไม่ใช่เรื่อง...ผมพยายามเสนอเรื่อง เรื่อง...เงินนี่นะ ผมพยายามเสนอว่าเงินมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เงินนี่ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งมันเนี่ยะ...เพื่อการเป็นอยู่ซึ่งดีกว่า ตัวละครของผมนี่จะขวนขวายหาเงินหมดเลย 10 ตัว แต่คุณดูแล้วคุณจะต้องเลือกเอาเองว่าคุณจะหาเงินแบบตัวละครตัวไหน ตัวนึงมีวิธีการหาเงินแบบนึง อีกตัวนึงมีวิธีการหาเงินอีกแบบนึง คนเหล่านี้นี่ จะเป็นตัวอย่างของคนในสังคมเลยว่า อ๋อคนประเภทนี้อย่างนี้ คนประเภทนี้อย่างนี้ คนดูจะต้องเลือกเอาเองว่าตัวเองจะเป็นคนหาเงินประเภทไหน นี่คือคอนเซปต์
- แล้วสุดท้ายจะมีบทสรุปไหมว่าแต่ละคน ที่หาเงินไปแต่ละอย่างนั้นจะลงเอยอย่างไร
มี...มีสิ ทุกคนมีเหตุผลหมด
- แบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอย่างนั้นไหม
ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไม่ถึงขนาดเป็นแฟคท์ (fact) ออกมาอย่างนั้นเลย แต่หนังจะต้องสะท้อนออกมาให้เห็นได้บ้างว่า เออ...ทำไมแม่งมันไม่เท่าเทียมกันเลยวะ ทำไมนักเรียนคนหนึ่งเบีบดรถเมล์แทบตายเพื่อไปเรียนหนังสือ แต่นักเรียนอีกคนหนึ่งนั่งรถแสนสบาย รถส่วนตัวคันยาวสิบแปดศอกไปโรงเรียน เย็น...ฉ่ำ...กระเป๋าสตางค์มีเงินติดตัววันละประมาณ สามร้อย...แต่อีกคนนึงมีสิบบาท
- เสนอถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
ใช่
- หนุ่ยได้รับความกดดันจากเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม
ก็เราทำงานหนักนะ พ่อแม่เราทำงานหนัก ตอนเราเริ่มเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เราก็เป็นคนหนึ่งซึ่งเป็นวัยรุ่น สภาพแวดล้อมจะมีผลกับตัวเรามากๆ เลย สิ่งของเครื่องใช้ การดำรงชีพด้วย...ด้วยความสบาย...มัน...มันจะ...ไม่เกิดขึ้นกับทุกคนหรอก สภาพแวดล้อมกับสภาพของแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน เครียดไปหน่อยแล้ว เด็กๆ เค้าไม่อ่านแน่เลย...
- อืมม์...แต่ว่าการที่บางคนเกิดมาแล้วได้นั่งรถเก๋งไปโรงเรียน มันก็ไม่ใช่ความผิดของเค้านะหนุ่ย
มันไม่ใช่ความผิด โอเค ในแง่ของเราเราไม่โทษคนที่มีเงินกว่าหรอก ในแง่ของเราจะเลือกวิธีหาเงินที่ถูกต้อง เลือกวิธีหาเงินด้วย...ด้วยความตั้งใจของตัวเอง ด้วยความมุมานะ ด้วย...การตั้งทัศนะคติการดำรงชีวิตบนความถูกต้อง เพราะมนุษย์ทุกวันนี้ทำผิดได้ง่ายขึ้น เพราะทุกอย่างแพง เศรษฐกิจบีบรัด คนมีสิทธิ์ทำผิดกฎหมายได้มากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต...แบบสบาย
- วางตัวนักแสดงไว้บ้างหรือยัง ว่าจะมีใครแสดงบ้าง
เราเขียนไว้ เราก็ฝันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องนี้ เราจะเรียกว่านางเอกนะ ในหนังนี่ก็จะต้องมีนางเอก พระเอกใช่มั้ย นางเอกของเรา หรือตัวแสดงนำหญิงของเรานี่ เราจะเห็นเป็นลูกผู้ดีมากๆ แต่เขาจะมาสอนอยู่สลัมคลองเตย...รู้จักครูประทีปไหม ครูประทีป อึ้งทรงธรรมไง...
- อ๋อ...ครูประทีป อึ้งทรงธรรม รู้จักสิ
เออ...นั่นแหละ เรานึกเซ็นส์ (sense) ครูประทีปออกมาหนึ่งคนน่ะ แต่สาวกว่า จบมาใหม่ๆ เลย มาช่าก็เหมาะ ต่าคาแรคเตอร์มาช่าจะไม่ใช่แบบช้อนปลากัดขาย...ไม่ใช่ คาแรคเตอร์มาช่าในชีวิตจริง จบอัสสัมชัญคอลเลจอะไรเงี๊ยะ เป็นพวกนักพัฒนาการ มีอุดมการณ์สูง แต่ว่าต้องการทำงานเพื่อคนกลุ่มใหญ่ในสังคม...นี่เครียดไปแหงเลย...เด็กไม่อ่านเรื่องเราแหงเลย
- แหม...เค้าอ่านทั้งนั้นแหละ ขึ้นว่าหนุ่ยมาเหอะ...เออ...แล้วหนุ่ยวางไว้หรือยังว่าบทนี้จะให้ใครเล่น
ตอนเราเขียนเรื่องนี้ อธิป ทองจินดายังอยู่ ผู้ชายที่จะเล่นนำน่ะ คือผู้ชายที่จะเล่นนำเรื่องนี้น่ะ จะต้องไม่มีกล้าม สองจะต้องแต่งเป็นหญิงได้ ทีโบนพวกโครงกระดูกอะไรจะต้องเพรียว
- ขนาดเลือกโครงกระดูกเลยนะ
คือพัฒนาการช่วงหนึ่งนี่ มันมีผลให้ผู้ชายต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิงนะ
- เหรอ...
...แล้ว ถ้าเราเล่าไป ให้ลงทั้งหมดนี่ เดี๋ยวคอนเซปท์มันไม่รับ เดี๋ยวคนอื่นเค้าขโมยไปอีก
- เคยโดนขโมยเหรอ
บ่อย...
- หนังเรื่องนี้เสร็จไปได้สักเท่าไหร่แล้ว
หมายถึงหนังที่ผมคิดฝันจะสร้างเองใช่มั้ย...สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
- แล้ว ต้องปล้น นี่ หนุ่ยเล่นบทอะไร
เราเล่นเป็นตัวแทนของคนปัจจุบันนี้ ที่ภาวะเศรษฐกิจทางครอบครัวค่อนข้างแย่ ก็ตัดสินใจผิดๆ ด้วยการปล้นธนาคาร แล้วท้ายสุด คนดูก็จะรู้สึกได้เองว่า เออ...เป็นกู กูก็ต้องปล้นเหมือนกัน แต่นี่ดูท่าจะเปลี่ยนเป็นต้องไม่ปล้นแล้ว (หนุ่ยบุ้ยใบ้ไปทางกองถ่ายซึ่งขลุกขลักขัดข้องบางประการ ถ่ายต่อไม่ได้มาร่วมชั่วโมงแล้ว)
- งานหนังของหนุ่ย มีเพื่อนซี้ที่ชื่อบิลลี่เข้ามาเกี่ยวข้องตรงส่วนไหนบ้าง
อันนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมนะฮะ สคริปท์ก่อนถ่ายทำนี่เค้าจะเรียกว่าชูตติ้ง สคริปท์นะ ตอนนี้ชูตติ้งยังไม่ออก ถ้าชูตติ้งออกเอามานั่งอ่านดูนี่ก็จะรู้เลยว่าใช่ไม่ใช่ เปิดบทนี้อะ ให้บิลลี่อ่านดูแล้วจะรู้เลยว่าใช่ไม่ใช่
- หมายถึงบิลลี่เข้ามาเกี่ยวในฐานะนักแสดง ไม่ใช่ผู้ร่วมสร้าง หรือผู้ร่วมกำกับ
บิลลี่นี่เข้ามาเป็นนักแสดงเลย ก็อย่างที่บอก ถ้าชูตติ้ง สคริปท์ออกมานี่ อ่ะ อ่านดู อย่างให้คนไหนอ่านก็จะรู้สึกเลยว่าคนนั้นใช่หรือไม่ใช่ เค้าจะเรียกทรายเอาท์นะ (try out) แต่ทรายเอาท์นี่จะเกิดขึ้นกับระบบที่เป็นผู้กำกับใหญ่ มีดาราอยากเล่นด้วยเยอะ ก็จะมีการทรายเอาท์ไปทดสอบเป็นตัวนั้นตัวนี้ เราไม่อยากให้เขียนเกี่ยวกับบิลลี่เลยนะ เราต้องการให้เขียนว่า นักแสดที่จะเข้ามาเล่นหนัง “มิดไนท์ ไก่ตอน” ของเรานี่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคาแรคเตอร์ เป็นใครก็ได้ที่เหมาะสม
- ..อืมม์...งั้นพูดถึงชีวิตของหนุ่ยในเวลานี้บ้างดีกว่า เป็นไงบ้าง การงาน ความรัก ครอบครัว...
ชีวิตครอบครัวผมตอนนี้สบายมากเลยครับ (ยิ้มหล่อ 1 ครั้ง) ทุกคนเป็นคนดีมากเลย น้องกายลูกชายผมเป็นคนดีมาก มาช่าก็เป็นแม่ที่ดี ดีกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ เค้าทำได้มากกว่าเด็กอายุเท่ากันกับเค้าคนอื่นๆ เค้าทำได้อ่ะ จบเรื่องครอบครัวไป เรื่องงาน เรื่องงานก็สนุกดี คนอย่างผมไม่ทำงานไม่ได้ ก็ต้องทำงานแล้ว เราเล่นหนังมาเก้าปีนี่ ปีหน้าเราก็จะครบสิบปีแล้ว
- มีงานฉลองไหม
ไม่หรอก เราต้องการสื่อฝันของเราบ้าง หลังจากที่เราไปสื่อฝันให้คนอื่นมาเก้าปีเต็มๆ แล้ววันที่เราจะได้สร้างฝันในส่วนที่เราคิดฝันบ้าง ยืนยันได้เลยว่าถ้าเราคิดจะฝัน เราจะมีส่วนหนึ่งที่เราผิดชอบส่วนกลาง รับผิดชอบสังคม ท้ายสุด การที่คนอย่างอำพลลุกขึ้นมากำกับหนัง มันไม่ใช่เรื่องของอำพลคนเดียว เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน เป็นเรื่องของอาจารย์ที่ให้คำปรึกษา เรื่องพี่ๆ ให้การศึกษา เป็นเรื่องของรุ่นพี่รุ่นน้องเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนทั้งนั้น ไม่ต้องห่วงเลยว่า ผมเข้ามากำกับหนังนี่ผมต้องการอะไร ผมเข้ามาเพื่อผมต้องการให้ภาพยนตร์ไทยก้าวไปไกลกว่านี้อีก แม้ว่าจะก้าวแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
- อืมม์...อย่างหนุ่ยเป็นนักแสดงในกองถ่ายนะ แล้วเกิดไม่เห็นด้วยกับการกำกับของผู้กำกับ แล้วหนุ่ยก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาค้านหรือโต้แย้ง อันนี้เป็นเพราะว่าหนุ่ยมีความเป็นผู้กำกับอยู่ในตัวด้วย...อย่างนั้นหรือเปล่า
อันนี้มันเป็นเรื่องของการทำงานนะ ไม่ใช่ค้านหรือโต้แย้ง คือก่อนที่จะรับบทหนังนี่ ผมก็อ่านบทก่อน โอเคถ้าอ่านบทแล้ว แล้วไปถ่ายทำ ถ้าผู้กำกับอิมโพไวสซ์ (improvise = นึกขึ้นมาสดๆ ) ซีเคว้นซ์ขึ้นมาใหม่ คือแตกซีนแตกคัทขึ้นมาใหม่ แล้วรู้สึกถึงตัวแสดง ตัวแสดงรู้สึกขัด เราก็จะต้องบอกเค้าว่าเออ...พี่ มันขัดเพราะ...เอ่อ...พี่ครับ ผมไม่รู้สึกตรงนี้เพราะ...ก็บอกไป แต่ส่วนใหญ่ปัญหานี้ มันไม่ค่อยเกิดหรอก เพราะเราศึกษาบทมาก่อนแล้ว
- อย่างพันธุ์หมาบ้านี่จะเจอแบบนี้บ่อยมั้ย
ผมไม่รู้สึกว่าเป็นการขัดแย้งนะ แต่เรื่องแบบนี้มันก็มีบ้าง ไม่มีความขัดแย้งนะ เพราะเราเป็นนักแสดงนะ ขัดแย้งต้องเรื่องนายทุนหรือผู้กำกับคุยกันเอง
- เคยได้ยินมาว่า หนังพันธุ์หมาบ้านี่นะ ผู้กำกับเขาก็ใช่ไหม กำกับเรื่องแรกอะไรอย่างนี้ พอมาเจอมืออาชีพอย่างหนุ่ยเข้า เขาก็ค่อนข้างทำงานกับหนุ่ยลำบาก
คือผมก็ทำงานมากับผู้กำกับมาเยอะแล้ว ก็ไม่วิจารณ์ล่ะนะ ว่าผู้กำกับคนไหนเป็นอย่างไร งานจะฟ้องผู้กำกับออกมาเอง เอาเป็นว่าผมเคยทำงานกับผู้กำกับใหญ่ที่สุดในประเทศนี้มาแล้วจนผู้กำกับที่ทำงานกำกับเรื่องแรกผมก็ทำมาแล้ว เล่นมาแล้วเพราะฉะนั้น ผมว่าความเก่งกาจอะไรนี่ไม่ใช่เรื่องนะ มันอยู่ที่ความตั้งใจ การยอมรับซึ่งกันและกัน ผมจะไม่วิจารณ์ว่าผู้กำกับคนไหนเป็นไง ถ้าผมตกลงรับเล่นแล้ว ก็แสดงว่าผมยินดีสื่อฝันคุณไง มันเป็นเรื่องว่าโอเคเลยต้องสองมือ (ปรบมือเป็นจังหวะดังๆ ) ไม่ว่าข่าวเกี่ยวกับพันธุ์หมาบ้าจะออกมาด้านไหน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทำงาน การขัดแย้ง ค่อนข้างไม่มีนะ เพราะว่าเป็นนักแสดงนี่ ทั้งหมดที่อยู่ในหนังคือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการให้เราเล่น
- แล้วงานด้านดนตรีล่ะ ตอนนี้หนุ่ยออกจากไมโครแล้ว
ออกจากไมโครเหรอ...ทำไมพูดงี้ละ
- ก็ข่าวเค้าออกมาอย่างนี้ จะให้พูดยังไง หนุ่ยจะให้พูดอย่างไรล่ะ
จะพูดว่าเราออกจากไมโคร หรือไมโครออกเราดีล่ะ
- นั่นสิ เอ๊ะ...เอาไงดี
นั่นสิ เอ๊ะ...เอาไง (หัวเราะ) ...คือ อย่าพูดว่าเราออกจากไมโครเลยนะ เราจะเสียความรู้สึกมากเลย เพราะไมโครก็คือเราด้วย เอ่อ...ที่ไมโครออกไปทำห้าคนนี่ เป็นเพราะสภาพแวดล้อมของวงการเพลง และความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคนด้วย
- เงื่อนไขบริษัทเทปด้วยใช่ไหม
ไม่เกี่ยวเลย ไมโครน่ะมีเทปมา 3 ชุดแล้ว ถามว่าสามชุดนี่ไมโครถูกใจชุดไหน เราตอบแทนทุกคนได้เลยว่าเราชอบชุดที่ 1 เพราะว่ชุดที่หนึ่งมันเป็นร็อคที่ค่อนข้างชัด พูดง่ายๆ ว่างานมันตรงกับความรู้สึกของผู้เล่นเค้าก็ฟีล แต่พอคาสเซ็ทมันเข้าไปในธุรกิจการขายแล้วนี่ มันก็จำเป็นที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การขายมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการปรับเพลงให้เป็นป๊อปเข้าไปอีก ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจมากขึ้น โอเค ทำชุดสองนี่ขายได้มากขึ้น ขายมากขึ้นสองเท่าแน่ะ
- สองเท่าเลยเหรอ
เออ...สองเท่าเลย ขายดีมาก มันก็เป็นเครื่องวัดได้แล้วนะ ว่าเออ...ไมโครเป็นวงดัง พอทำชุดที่ 3 ก็ขายได้อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนะ มันขายได้ นายทุนยอมรับ คนฟังเยอะขึ้น แต่สุดท้ายนี่ ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกภายในของนักดนตรีหรอกว่าเค้าชอบดนตรีประเภทไหน เค้ามีวิญญาณของดนตรีประเภทไหน เรายืนยันตรงนี้แทนเพื่อนไมโครทุกคนได้เลยว่า เราทุกคนในไมโครเป็นร็อค แต่เพลงที่เราทำมา 2 ชุดสุดท้ายนี่มันเป็นป๊อป ป๊อปที่มีสีของร็อคเข้าไปเพียงนิดหน่อย เพราะฉะนั้นถึงวันนี้แล้ว เราเชื่อว่าเครดิตที่ไมโครมีอยู่นี่ สามารถที่จะมีห้าคนแล้วผลิตงานที่เป็นของไมโครเองออกมาได้แล้ว คือไม่ใช่อย่าง “เอาไปเลย” เพลง “เอาไปเลย” นี่ไม่ใช่ไมโคร
- อ้าว...ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ
จริงสิ ไม่ใช่เรื่องจริงเราจะพูดทำไม พูดเรื่องจริงรอบเดียวแล้วก็จะได้ไม่ต้องมาถามกันบ่อยๆ อย่างเพลง “เอาไปเลย” นี่มันไม่ใช่เพลงไมโคร แต่มันเป็นเพลงขายที่ไมโครต้องเล่น มันเป็นเรื่องใหญ่มากในความรู้สึกของพวกเรา มันทำให้พวกเราทั้งหมดต้องหันหน้ามาคุยกันว่า เฮ้ย...เอาไง วันนี้พวกมึงมีเพาเวอร์พอแล้วนะ พวกมึงมีฝีมือแล้วนะ พวกมึงฝึกปรือมามากพอแล้ว ในบรรดาวงร็อคด้วยกันในประเทศไทย กูยืนยันว่าไมโครเป็นหนึ่งในห้าวงดนตรีชั้นนำของประเทศ เราก็เอาก้อนนี้ ก้อนที่เราได้คุยได้ปรึกษากันแล้วนี่ เอาไปปรึกษาผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็...เฮ้ย...ตกลงพวกมึงเอาจริงนี่หว่า มีความตั้งใจสูง ฝึกปรือจริง ตกลงว่ะเฮ้ย ทำเลย ท้ายสุดก็เป็นว่านี่คือการเปิดโอกาสให้เพื่อนทำงาน
- แล้วหนุ่ยวางตัวเองไว้ตรงไหนของไมโคร
อ๋อ...ปีนี้ตั้งใจจะกำกับหนังให้ได้ ยังไม่รู้เลยว่ามันจะได้หรือเปล่า
- หนุ่ยออกจากแกรมมี่แล้วใช่ไหม
เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยนะ
- ไม่มีสัญญากับแกรมมี่แล้ว
สัญญายังอยู่ สัญญายังอยู่อยู่เลย ยังไม่หมด อีกเป็นปีเลย
- เหรอ...
เออ... (ลากเสียงยาว ยืนยันย้ำ)
- ทำไมถึงมีข่าวหนุ่ยออกจากแกรมมี่มาได้ล่ะ
อันนี้มันไม่มีปัญหาหรอก ปัญหามันมีอยู่ว่า เราเฝ้ารอเวลานี้มาเก้าปีแล้วล่ะ เมื่อโอกาสมาถึง ทุกคนที่เป็นมิตรกับเรา หรือว่าเป็นเพื่อนกับเรานี่ต้องให้โอกาสเรา
- หมายถึงโอกาสที่ได้ทำหนังของตัวเอง
ใช่ ทำหนัง เรารอมาเก้าปี ถึงวันนี้เรามีโอกาส ทุกคนต้องให้โอกาสเรา กับเพื่อนน่ะ กับเพื่อนน่ะ พูดกันตรงๆ นะ พูดก็พูดได้ว่าดนตรีร็อคน่ะ มันเพิ่งจะเบ่งบานปีนี้เอง เบ่งบานสุดๆ น่ะ มีเฮฟว่งเฮฟวี่ออกมา แปลว่าดนตรีร็อคได้เบ่งบานถึงที่แล้ว ไมโครคือร็อค คือคนพันธุ์ร็อค
- คนพันธุ์ร็อคเหรอ...เหมือนวงไฮร็อคเลยนะ นิยาม...
ไมโครมีวิญญาณร็อคเหมือนกัน เรื่องอะไรไมโครจะอยู่เฉยๆ เฮ้ย...ออกมาเลย เฮฟวี่ เป็นแบบไมโคร เป็นแบบสีสันไมโครจริงๆ
- ช่วงนี้วงการเพลงบ้านเราเคลื่อนไหวมาก มีดนตรีของใครที่หนุ่ยให้ความสนใจบ้าง
ชอบของสุรสีห์ชุดใหม่ “คนดนตรี” นี่แหละ ชอบ ผมว่าเพลงมันเพราะดี
- หนัง “มิดไนท์ ไก่ตอน” หนุ่ยจะทำดนตรีประกอบเอง หรือให้ไมโครทำดี
ก็คงให้มิวสิคไดเรคเตอร์มาทำน่ะ ต้องให้คนที่มีความรู้เกี่ยวกับภาพเสียงมาดูแลทำ
*******************************************************************
ที่มา The Boy Magazine (webmaster www.ampholOcatch.com)