
เด็กหนุ่มจากระยองพกพาความฝันเข้าสู่เมืองกรุง และได้กลายเป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่นด้วยบทบาทในหนัง “ วัยระเริง ” ของเปี๊ยก โปสเตอร์
และโด่งดังสุดๆ จาก “ น้ำพุ ” ของยุทธนา มุกดาสนิท เขาก้าวเข้ารับตำแหน่งนักร้องในวงดนตรีของเพื่อนนามไมโคร แทนนักร้องคนเก่า
จากนั้นผลงานอัลบั้มของไมโคร ก็ได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่งจากนักฟังเพลง
สามอัลบั้มกับกลุ่มเพื่อนรัก เขาแยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว “ วัตถุไวไฟ ”
อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขากลายเป็นอัลบั้มที่ขายได้เกินล้านไปชนิดที่เจ้าของอัลบั้มก็แปลกใจ และวันนี้เขาคือกัปตันม้าเหล็ก
ซึ่งจะนำขบวนไปได้ไกลเพียงไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้โดยสารเสียงเพลงของเขายังเต็มแน่นหรือไม่...
งานชุดใหม่ที่ออกมาพอใจ?
หนุ่ย “ ในระดับหนึ่งฮะ ก็พยายามที่จะให้มันใกล้ตัวเองมากที่สุดแหละฮะ แต่วิธีการทำเทป มันก็เทปจริงๆ น่ะ ทำเพื่อขาย
คงต้องมีการดูแลเรื่องการตลาดพร้อมกับทีมงานด้วย ”
แสดงว่าใจจริงแล้วอยากให้มันแรงกว่านี้ ?
หนุ่ย “ บางเพลงจะเป็นป็อป - ร็อค เห็นมั้ยฮะ ผมค่อนข้างชอบเพลงร็อคมากกว่าร็อค แอนด์ โรล
ผมโตมากับพวกเพลงปี 70 ทั้งหลายน่ะ หมดเลย ซึ่งพอเป็นป็อปนี่งานมันจะมีพวกคีย์บอร์ดมีอะไรอีกเยอะ
แต่ว่างานปี 70 พวกคีย์บอร์ด เปียโนมันจะน้อย มันจะเน้นพวกเครื่องสาย ริธึ่ม เซ็คชั่นทั้งหมด อะไรอย่างนี้ ”
เขียนเพลงเก็บไว้บ้างไหม ?
หนุ่ย “ ก็มีเขียนบ้าง เขียนไปอย่างนั้น เขียนเพราะอยากเขียน วันหนึ่งคงได้ทำนะฮะ ถ้าเพลงมันมีมวลสารพอ มีเนื้อหาพอ
แต่เนื่องจากความถนัดความสามารถส่วนตัวนี่ไม่มากนะ ลุกขึ้นมาเขียนเพลงให้ชาวบ้านคงทำไม่ได้ ถ้าเขียนคงเขียนแบบตัวเอง ”
แล้วที่เขียนให้ตัวเองร้องมีไหม ?
หนุ่ย “ เดี๋ยวนี้เหรอฮะ (หัวเราะ) ไม่มีครับ ”
เป็นเพราะเราไม่มีเวลา?
หนุ่ย “ มีครับ คือไม่ได้ทำอย่างอื่นแล้วนะฮะ ผม...นอกเหนือจากการออกเทปก็เล่นดนตรี
แกะเพลง เล่นกีฬาทางน้ำ แค่นี้ ม่าได้ทำอะไรมากกว่านี้เลย ”
ตอนนี้ชีวิตมีแต่ดนตรีอย่างเดียว
หนุ่ย “ นานแล้วนะฮะ ไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ จริงๆ ไม่ได้เล่นหนังมานานแล้วฮะ ”
เรื่องหลังสุดนี่ใช่ “ ต้องปล้น ” หรือเปล่า ?
หนุ่ย “ ‘ต้องปล้น’ ที่ฉายนะครับ แต่ความจริงนั้นมีอีกเรื่องนึง ‘ณ สุดขอบฟ้า’ ที่ป๋า ส.(อาสนะจินดา) เล่นเป็นเรื่องสุดท้าย
คงมีปัญหาเรื่องฝ่ายผลิตอะไรซักอย่างถึงไม่ยอมเข้าโรง ก็ไม่ได้ไปยุ่ง ”
ทำไมถึงหยุดงานหนังไปเลย ?
หนุ่ย “ ผมถูกเสนอบทหนังบ่อยนะ แต่เป็นบทหนังที่ผมไม่ชอบ ก็ไม่รู้จะเล่นไปทำไม
แบบว่าอายุก็มากแล้วนะฮะ ทำงานหนังก็ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นคนที่ดูเขาคงคาดหวังอยากดูหนังที่ดี ถ้าทำหนังตลาดตามแฟชั่นที่ตลาดหมุนอยู่
ก็คงเข้าไปสวมได้ลำบาก เพราะว่าเป็นคนทำงานมามากแล้ว คงต้องปล่อยให้รุ่นใหม่ๆ เขาปฏิบัติกันไป
ถ้าเทรนด์ (trend) ตลาดเปลี่ยนเป็นหนังเครียดหรือหนังเรื่องสากลบ้าง ผมยินดี เพราะระบบธุรกิจของภาพยนตร์นี่รองรับชีวิตผมไม่ได้หรอก
ทำก็ต้องทำด้วยหัวใจแล้วแหละ เพราะอยากดูหนังดีด้วยเหมือนกัน ไอ้คิดจะเป็นดารา (เน้นเสียง)
มันหมดยุคแล้ว คือ ถ้าเป็นดาราต้องเล่นหมดไง เอาทุกเรื่อง แบบไหนก็เอา ซึ่งผมคิดว่า (หัวเราะเบาๆ) ทำไม่ได้แล้ว ตอนนี้ก็เป็นวิกฤตการณ์นะ
หนังไทยเรานี่ เป็นเรื่องแบบเกิดอะไรขึ้นต้องรอพวกอัศวินม้าขาวหรือเปล่า นายทุนมีความคิดแนวทางใหม่ๆ การลงทุนกับเรื่องใหม่ๆ ”
เคยเขียนบทหนังไว้ด้วย ?
หนุ่ย “ ก็ยังเขียนอยู่ ถ้าเป็นชื่อเรื่อง ‘มิดไนท์ ไก่ตอน’ นี่มันเป็น shooting script แล้วนะฮะ มีตัดคัทหมดแล้ว ถ่ายทำได้เลย
ผมเคยไปคุยกับนายทุนใหญ่มาก เป็นนายทุนอาชีพ บริษัททำหนังแท้จริง เขาเบลม (blame) งานผมเยอะไป ‘เปลี่ยนตัวแสดงสิ,
เปลี่ยนซีเควนซ์(sequence) จบสิ, อินโทรดักชั่นหนังไม่เห็นน่าสนใจเลย’ ผมก็ โอย...ตายแล้ว ผมเขียนมา 2-3 ปี ผมนึกมันทุกเฟรม (frame)
นี่เขาแบบ...มาเบลมงานผม เนื่องจากผมเด็กน่ะ ‘ครับๆ’ แล้วก็เก็บบทกลับบ้าน ไม่ทำก็อย่าทำ”
มีไปเสนอที่อื่นอีกไหมนอกจากที่นั่นแล้ว ?
หนุ่ย “ผมคิดว่าที่อื่นไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินแล้วก็ขยายไปในโรงได้นะฮะ คนบางคนมีเงิน 10 ล้าน แต่ไม่มีโรง ไม่มีประโยชน์”
แต่ว่ายังคิดจะทำอยู่ ?
หนุ่ย “ (ตอบทันที) ผมทำแน่ฮะ ผมทำแน่ๆ หนังนี่คนอื่นอาจใช้เวลาน้อย แต่ผมไม่เคยมีผลงานทางด้านนี้นะครับ
ผมคิดว่าการกำกับการแสดงเป็นงานที่ยากน่ะ สเกลหนังมันใหญ่เหลือเกิน จะทำจริงต้องทำเป็น 10 เดือน ซึ่ง 10 เดือนนี่เดี๋ยวลูกไม่มีตังค์ไปโรงเรียน
วันหนึ่งต้องให้ลูกขึ้นฝั่งรอด แฟนขึ้นฝั่งรอด ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ผมสามารถข้ามคลองด้วยตัวคนเดียว ก็ค่อยว่ากัน”
ถ้าทำหนังไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย ?
หนุ่ย “ ผมคิดว่างาน 2 ชิ้นนี้มันเป็นงานยากทั้งคู่ ถ้าเราทำทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน อาจมีชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีประสิทธิภาพไม่เต็มที่
หรือผมอาจไม่มีเวลา ปล่อยให้งานชิ้นใดชิ้นหนึ่งมันผ่านไปอย่างไม่ได้ใส่ใจมาก มันดูไม่มีน่ะ หนังมันเป็นฟิลม์ บันทึกเป็นร้อยๆ ปี
เพลงก็เหมือนกันมันเป็นแถบเสียง เปิดเมื่อไหร่มันก็ได้ยิน เพราะฉะนั้นทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนดีกว่า มีเวลาแล้วก็เอาจริงๆ ไปเลย
ผมคิดว่าถ้าในงานเกี่ยวกับสาขาเพลงหรือภาพยนตร์นี่ ผมยังไม่แก่เกินไป ผมยังมีแรง
อาจจะแก่แต่ยังมีแรงอยู่ (หัวเราะเบาๆ ) แก่ยังไงแต่ยังมีไฟอยู่”
คิดว่าตัวเองแก่แล้ว ?
หนุ่ย “ ผมอยู่แกรมมี่ยุค 10 ปีจริงๆ เพลงไทยที่เป็นเพลงร็อค แอนด์ โรล ผมเป็นม้วนแรกๆ ปัจจุบันนี้มันเบ่งบานกันขนาดไหนแล้ว
เทป ธุรกิจการขายเพลงเบ่งบานกันมาก คงต้องทำให้มันดีขึ้นมาเรื่อยๆ น่ะ ”
อย่างที่ว่าเข้ามาตอนที่ร็อคยังไม่บูมจนถึงวันนี้มันบูมมาก คิดยังไงบ้าง ?
หนุ่ย “ ผมว่าผู้บริโภคเขาคงรู้เรื่องดนตรีมากขึ้น แล้วก็มีสื่อจากทีวีจากต่างประเทศ ทำให้มีการตัดสินใจจากตัวผู้บริโภคได้ชัดเจนขึ้นว่าดนตรีแบบไหนถึงมาได้เลย
คุณอยู่ได้ ใครมาแล้วอยู่ไม่ได้อะไรอย่างนี้ มันจะมีการตัดสินจากผู้บริโภคจริงๆ โอ.เค.มีเดียทั้งหมดอาจจะมีส่วนช่วยผลักดันในการโฆษณา
แต่ผมเชื่อว่าครึ่งหนึ่งก็ตัดสินใจด้วยตัวเองเหมือนกัน มีเดียบางปากผมว่าสูญเสียไปในอากาศอย่างไม่มีค่าเลย
มันมีและไม่มีไง แน่ๆ นี่ปีหนึ่งเป็นร้อยๆ ล้านที่หายไปบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ในทีวี.
โดยที่มันไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่บริษัททุกบริษัทำธุรกิจเขาปลงใจ ขาดตรงนี้ ได้ตรงนี้ ขาดตรงนั้นได้ตรงนี้มาเสริม ก็รัน (run) มันไป ”
คิดว่าร็อคจะบูมต่อไปได้แค่ไหน
หนุ่ย “ Rock ’n roll never die นี่มันใช้ได้จริงๆ ในเมืองไทยก็เนเวอร์ดายแน่ๆ ทั่วโลกมันก็เนเวอร์ ดาย
แต่ว่าเทรนด์ตลาดมันจะหมุนไปทางใดก็อีกเรื่องหนึ่ง วันนี้อาจจะเป็นดนตรีแด๊นซ์ บิ๊กเซลล์ที่สุด ปีหน้าอาจจะไม่ใช้แล้วก็ได้
อีซี่ ลิซึ่นนิ่งหรือเท็คโน - ป๊อปหรืออะไรก็ได้ ร็อค แอนด์ โรล ยันเฮฟวี่เลย ใครจะรู้ว่าเพลงอย่าง ‘นางแมว’ จะเป็นเพลงฮ็อทข้ามปี
ไม่มีบทพิสูจน์ บทพิสูจน์ก็คืองานที่ออกมาไง เพลงไง SMF เป็นตัวอย่างที่ดีของการผลิตงานจากวิญญาณ ผลิตจากฟีล (feel)
คือไม่ฝากโจทย์อะไรที่เยอะมากกว่าโจทย์ของผู้ผลิต คือทำงานอย่างที่ชอบ
มันจะออกมาแบบ...อื้อ ได้เลยในตัวงาน ขายได้บ้างไม่ได้บ้างก็ต้องสู้กันไป ตลาดมันจะหมุนอยู่อย่างนี้ ”
มองเห็น หิน- เหล็ก - ไฟ ทำงานเองแล้วอยากทำงานเองบ้างไหม อาจมีคนเขียนเนื้อให้ แต่เราคุมงานเองทั้งหมด ?
หนุ่ย “ คงยากนะฮะ ตรงนั้นต้องมีมุมมองกว้างนะ มีประสบการณ์ทางดนตรีสูง ผมคิดว่างานอย่าง SMF นี่ พี่โป่ง (ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์)
มีประสบการณ์ถึงแล้ว ถึงเวลาของพี่เขาแล้ว อย่างผมคงอีกนานน่ะ ความสามารถในการเป็น vocalist
ผมก็ยังทำไปไม่ถึง มาตรฐานของตัวผมก็ไม่ได้เสียงสูงอะไรอยู่แล้ว รวมๆ แล้วหน้าที่การเป็น vocalist ผมยังทำได้ไม่สมบูรณ์พอเลย
คงต้องปฏิบัติตรงนี้จนกว่าจะพีค (peak) นะ จนกว่าคิดว่าตัวเองพอได้แล้ว ถึงจะลุกขึ้นมากำเนิด ยิ่งศึกษาเรื่องการร้องมาก
ผมยิ่งเข้าใจรสนิยมตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ มันก็สามารถหันกลับมาอีกมุม
มัน 1 + 1 คือ 2 2 + 2 คือ 4 เป็นสเต็ปไป ได้ระบบ 13 x 5 ข้ามขั้นอย่างนี้ผมไม่เล่นน่ะ”
งานชุด ‘ม้าเหล็ก’ ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องมันดร็อปลงไป
หนุ่ย “ ฮะ ปัญหาของการทำชุด ‘ม้าเหล็ก’ นี้นะฮะ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือสุขภาพร่างกายของผม
เรื่องของคุณภาพเสียง แล้วในขณะเดียวกันเพลงก็ขึ้นไปอีก ฟังโทนรวมเพลงทั้งชุดนี้มันกว้างขึ้น
พอเพลงมันกว้างขึ้นตัวโน้ตมันก็ต้องออกไปอีก ซึ่งผมเองไม่มีความถนัดเยอะนักกับเรื่องเท็คนิค เรื่องโน้ตอะไรอย่างนี้
ผมก็ไม่ค่อยถ่องแท้ จริงๆ ใน ‘ม้าเหล็ก’ ทั้งหมดนี่คือการใส่อารมณ์ในตัวเพลงจริงๆ ผมพยายามจะรักเพลงทั้งหมดให้ได้ โอเค.ล่ะ
รักมากรักน้อยก็ว่ากันเป็นเพลงๆ ไป ปัญหาใหญ่คือสุขภาพร่างกาย ผมเป็นคนกินไม่เก่ง เป็นคนชอบคิด ยิ่งดึกยิ่งตาสว่างคิดไปเรื่อย
ผมว่ากลางคืนสมาธิมันดี มันทำให้ร่างกายโทรม พอเข้าปฏิบัติในห้องอัดนี่ ประสิทธิภาพมันไม่ได้เท่าที่โปรดิวเซอร์ต้องการ
มันเลยเกิดผลว่าเสียงดร็อปไปหน่อย ”
มันไปคล้าย ไมโคร ยุคแรกๆ
หนุ่ย “ เหรอฮะ งานชุด ‘ม้าเหล็ก’ นี่ จุดประสงค์จะให้ออกไปแถวแรกๆ นะ ผมคิดว่าดนตรียุค 70 ยังมีความหยามกระด้างอยู่
เพราะมันเป็นยุคต่อสู้ของพวก...70 มันเป็นพวกเกี่ยวกับยาอะไรด้วย ความพึงพอใจผมมากกว่า ‘วัตถุไวไฟ’ นะ นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการขายนะฮะ
ในตัวเนื้องาน ผมคิดว่าผมได้อย่างที่ชอบมากกว่าคราวที่แล้ว งานผมน่าจะเป็นร็อค แอนด์ โรลล์ ผมชอบงานพวกนี้ ”
ชีวิตส่วนตัวเป็นแบบร็อค แอนด์ โรลล์ด้วยหรือเปล่า
หนุ่ย “ ด้วย ผมไม่มั่นใจว่าร็อค แอนด์ โรลล์ใช้ชีวิตยังไง แต่ผมใช้ชีวิตอยู่กับความจริง อยู่ได้หมด อยู่กับความจริงมันไม่น่ากลัวใช่มั้ย
มันยังไงก็จริง ร้อนมั่ง หนาวมั่งก็ของจริงทั้งนั้น คนไหนล่ะจะอบอุ่นตลอดไป ไม่มีทางหรอก”
มีบางคนบอกว่าดนตรีร็อคมักเกี่ยวข้องกับเซ็กส์และยาเสพติด
หนุ่ย “ ก็หลากหลายความคิดนะฮะ ดนตรีร็อคก็ไม่ได้เกี่ยวกับเซ็กส์กับยาเท่านั้น ดนตรีร็อคที่พูดถึงเด็กก็มี บีเทิ่ลส์
บางส่วนก็เป็นร็อค ขีดจำกัดของร็อคมันไม่ใช่ยาสพติดหรือเซ็กส์อะไรเท่านี้ ผมคิดว่าร็อคคือการสื่อสารที่ได้อารมณ์เพลงแบบตรง
สื่อสารแบบตรงในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา มันเลยตรงไปหรือเปล่า อะไรอย่างนี้มากกว่า สไตล์ร็อคคือตรงเข้าไป สื่อสารกันอย่างเป็นเส้นตรง
แต่เรื่องนี่ คนอายุ 16 พูดเรื่องอย่างนี้ คนอายุ 21 อาจจะพูดเรื่องอย่างนี้ คนอายุ 35 อาจจะพูดเรื่องอย่างนี้
บนเส้นทางของร็อคคำจะต่างกัน 16 อาจจะมีคำว่า fucking อยู่ในเทปเยอะๆ ปีเตอร์ กาเบรียล อาจไม่พูดคำว่า fucking เลย
แต่พูดถึงสเกลโตๆ ‘เฮ้ย! สวรรค์บนดินแม่งคืออะไรวะ’ มันก็ต่างกันไป แต่คิดว่าร็อค แอนด์ โรลล์ ไม่ได้มีขีดจำกัดตรงที่เซ็กส์หรือยาเสพติด
ถ้าคนที่เข้าใจอย่างนั้น ผมคิดว่าเข้าใจผิดไปนิดหนึ่ง บางทีอาจมีมุมมองเกี่ยวกับดนตรีร็อคแคบไปนิดหนึ่ง
บางทีอาจจะต้องถอยหลังหรือเข้าไปข้างหน้าหรือหันกลับหลังเพื่อหามุมมองที่ทุกๆ คนแบบ...เห็นด้วยในความเป็นจริง”
จำเป็นไหมที่เพลงร็อคต้องมีคำหยาบ ?
หนุ่ย “ แล้วแต่แบบของใครไงฮะ ผมมีความผูกพันกับเพื่อน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพวกผมไม่ใช่คนหยาบคาย
ดนตรีที่ออกมาก็ไม่อยากเสนอให้คำมันหยาบคาย แต่คำอย่างพวกผมอาจจะพูดไม่เพราะ กระด้างไปบ้าง
แต่คงไม่ไปด่าพ่อล่อแม่ใคร พูดแบบธรรมชาติไง อย่างที่รู้สึกน่ะ
โกรธก็อาจมีคำหยาบออกมาก็ได้ แต่ผมไม่เคยโกรธงานเลย ผมรักงานของผม จะด่าไปทำไม ใช่มั้ยฮะ”
งานชุดนี้ต้องการพูดถึงเรื่องอะไร ?
หนุ่ย “ จุดใหญ่ๆ เลยที่อยากพูดจริงๆ ผ่านความเป็นตัวผม คือ เรื่องเด็ก คือว่าช่วงชีวิต 5 ปีที่ผมผ่านมานี่ ผมได้เจอสิ่งใหม่ๆ
อาจไม่ใหม่สำหรับคนอื่น แต่ใหม่สำหรับผม เป็นนักร้องมาตั้งเยอะแล้ว ร้องเพลงมาตั้งเยอะแล้ว ออกอัลบั้มมาไม่รู้เท่าไหร่
ผมอยากพูดอะไรให้เป็นเรื่องตรงกลางบ้าง แบบรู้สึกด้วยนะ ไม่ใช่พูดเพราะว่า...เอ้อ มาช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องอย่างนั้น
ไม่ฟีลผมจะไม่พูด ผมฟีลกับเรื่องเด็ก เนื่องจากส่วนตัวผมก็มีลูก ผมมีกิจกรรมร่วมกับลูก บางทีผมต้องไปอยู่ในหมู่เด็ก
ผมเห็นความแตกต่างระหว่างเด็ก เด็กนี่โอกาสไม่เท่ากัน เด็กไม่มีแรงต่อรอง เด็กมีความอยากสูง ใครล่ะจะเป็นผู้ให้ เด็กด้วยกันเองให้กันไม่ได้หรอก
ต้องเป็นผู้ใหญ่อยู่ดี เราจะทำประโยชน์อะไรกันบ้างไหมกับการเป็นนักร้อง
หรือร้องเพลงเก็บตังค์กันไปเรื่อยๆ ไปซื้อรถสปอร์ตมาขับ มันก็แล้วแต่วิธีเลือก ผมอยากทำน่ะ”
อันนี้คือขอทีมงานว่าเราต้องการตรงนี้ ?
หนุ่ย “ เพลง ‘เครื่องจักรน้อยๆ’ เป็นคอนเส็ปท์ของผม”
เป็นเงื่อนไขเลยใช่ไหม ?
หนุ่ย “ ผมเคยเขียนเพลงนี้ให้ช่า (มาช่า) ร้องในอัลบั้มของเขา แต่ว่าโปรดิวเซอร์เขาไม่ซื้อ แบบเนื้อหามันไม่ลงตัว
ผมได้ยินเหตุผลอย่างนี้นะ เนื้อหามันไม่ลงตัว ผมก็ไม่พูดอะไร โปรดิวเซอร์เขาเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่แฟน (หัวเราะ) ฉะนั้นผมก็ไม่ดันทุรัง
ก็เอาคอนเส็ปท์ ‘เครื่องจักรน้อยๆ’ มาเก็บ มาบอกพี่เขา ถ้าพูดเรื่องนี้ผมจะฟีลเป็นไปได้น่าจะเป็นเสียงอะคูสติกด้วยซ้ำ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริง ผมจริงจังนะ”
เป็นเพลงแรกที่สะท้อนภาพสังคมอย่างชัดๆ ?
หนุ่ย “ จริงๆ ผมเคยมีเพลงอย่าง ‘หยุดมันเอาไว้’ อย่าง ‘พายุ’ มาก่อน”
แต่ไม่ชัดเจนเท่านี้ ?
หนุ่ย “ อือ อย่างนั้นมันออกปรัชญานิดๆ ซึ่งพี่ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เป็นผู้ดูแลตรงนี้ทั้งหมด
จริงๆ แล้วเหมือนเป็นครีเอทีฟให้ด้วยซ้ำไป ให้ผมไปพรีเซนต์ แต่นี่มาจากความรู้สึกจริงๆ ของตัวผม
ผมอยากพูดคือผมเคยไปร้านของเล่นใหญ่มากร้านหนึ่ง เป็นทอยส์ เวิร์ลด์ ผมไปกับลูกผม 2 คน ทันทีที่น้องกายซื้อ ผมเป็นผู้จ่ายตังค์ให้
สิ่งที่ลูกอยากได้อยู่ในมือพ่อแล้วไง เอาสิ ทันทีที่ลูกผมรับไปนี่ ยังมีเด็กอีก 3 - 4 คนอยู่ข้างหลัง สายตาของเด็ก 3 - 4 คน นี่พอๆ กับน้องกาย
อยากได้เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องถูกต้องหรอกนะที่ผมจะลุกขึ้นมาซื้อหุ่นยนตร์อีก 150 ตัวสำหรับเด็กตรงนั้น มันไม่ใช่
เราเห็นแล้วว่าเด็กไม่เท่ากันแน่ๆ ความอยากของเด็กผมจับต้องได้ ผมเห็นช่องว่างระหว่างเด็ก 10 คนน่ะ ถ้าผมทำได้ผมจะทำนะ ซื้อให้หมดเลย
แต่ผมทำไม่ได้ ในสถานภาพความเป็นจริง ผมไม่ได้รวยขนาดนั้น แต่ผมน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือเปล่า
หรือว่าควรปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเฉยๆ ลูกมีความสุขก็พอแล้ว เดี๋ยวผมก็ลงหลุมแล้วอีกไม่กี่ปี เด็กจะต้องโตขึ้นมาร่วมกันเป็นสังคมใหม่อีก
ถ้าเขามีปัญหาตั้งแต่เล็กๆ สั่งสมมากๆ นี่ เมื่อเขาโตขึ้น วิธีแสดงออก ผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมมันจะใหญ่มาก
ใครจะเป็นผู้ดูแลต่อไป เพราะทุกคนอยู่ในหลุมหมด ตอนนี้เวลานี้ตรงนี้เป็นเวลาต้องดูต้องรีบเลย รีบเลยน่ะ ผมไม่อยากพูดเยอะ
เดี๋ยวรัฐบาลมาว่าผมด้วย คุณยังไม่มีทางแก้ปัญหาแรงงานเด็กได้หรอก คุณไม่จริงใจกัน
คุณยังเอาเด็กเป็นเครื่องระบายอารมณ์ทางเพศอยู่เลย คุณยังใช้แรงงานเด็กอย่างเอารัดเอาเปรียบได้ยังไง
เด็กตาดำๆ น่ะ (เน้นเสียง) เด็กหมายถึงโรงเรียนไง สี ตุ๊กตา เสื้อเกราะสำหรับเล่นน้ำ อะไรอย่างนี้ ผมนึกเป็นเรื่องอย่างนั้น
นี่คุณให้เด็กมาทำงานกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม คุณทำได้ยังไง หา? คุณโตมาเป็นผู้ใหญ่ได้ยังไงวะนั่นน่ะ โตมาแบบไหนวะ
ฉีดยามาเหรอ พองเลยอะไรอย่างนี้ ถึงไม่รู้จักเรื่องชีวิตจริงๆ อย่ามาบอกว่าเด็กอยากได้เงินเอง ไม่ได้บังคับเขาทำนะ มันต้องดูแลเลย
ต้องเลยนะ จ้างก็ได้แค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้นไง แล้วมีข้อบังคับอยู่ ส่งหนังสือพิมพ์ได้
เสิร์ฟอาหารได้แต่ทำให้แฟคทอรี่ (factory) ไม่ได้ มันมีกฎหมายออกมา คุณต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนตั้งโรงงาน
ทำข้อสอบ ทันทีที่คุณทำข้อสอบผ่าน นั่นคือข้อเขียนของคุณเองทั้งหมด
วันใดที่คุณละเมิดข้อเขียนของคุณเอง กฎหมายของคุณเอง คุณปิดโรงงาน”
ต้องโทษครอบครัวเด็กด้วยหรือเปล่า อย่างในรายที่ขายลูก ?
หนุ่ย “ ขายลูกมาเป็นโสเภณีใช่มั้ย ผมว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องความผิดน่ะ เป็นเรื่องความเข้าใจมากกว่า
เขาไม่มีเงินไปทานข้าวมั้ง หรือบ้านเขากำลังจะถูกยึด รัฐบาลต้องเข้าไปเสริมสร้างความเข้าใจ
ส่งเสริมอาชีพให้เขาไม่ต้องให้เด็กข้างนอกเข้ามาหางานข้างใน งานข้างในมันแย่งกันนะตาย
ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงอะไรมันจะง่ายกว่าการขายตัวล่ะ
หาไปหามาหนูเดินมา 3 เดือนแล้วนี่ หนูยังไม่ได้งานสักที หนูก็เอาแล้วล่ะ หนูก็ต้องเอาก้อนหนึ่งน่ะ
แม่หนูอยู่บ้าน นาจะถูกยึดแล้ว มันเกี่ยวข้องกันนะ จริงๆ มันแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันที่ผมปฏิบัติอยู่เลยนะ
ผมปฏิบัติ...แมสส์ โปรดัคท์ (mass product) นะนี่ เทปก็คืองานของคนส่วนรวม
มันต้องมีผลอะไรสักอย่างหนึ่ง +1 +10 +100 +1000 -1 -5 -7 -10
บวกลบก็ว่ากันไปตามความคิดเอายังไง ก็แค่นั้น ”
ตัวนักร้องน่ามีส่วนช่วยตรงนี้ด้วย ?
หนุ่ย “ ทำได้ก็ดีนะครับเท่าที่ทำได้ ผมคงลุกขึ้นมาเปลี่ยนระบบสภาอะไรไม่ได้หรอก
ผมทำได้เท่าที่ผมรู้สึกแล้วกัน มากกว่าที่รู้สึกคงทำไม่ได้หรอก มากกว่าเรื่องที่มีความรู้อยู่ก็คงทำไม่ได้
ถ้าไม่รู้เรื่องเลยจะทำได้ยังไง คงต้องทำในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ รู้สึกออกมาจริงๆ ถ้ารู้สึกมันจะมีแรงขับดันไง
มันจะมีพลังไง ทำได้ไม่เหนื่อย ไม่ต้องการค่าตอบแทน ถ้ารู้สึกนะ ”
บนเวทีจะมีการพูดถึงเรื่องนี้บ้างไหม ?
หนุ่ย “ ผมจะไม่ยัดเยียดนะฮะ โอเค.ถ้าจะร้องเพลง ‘เครื่องจักรน้อยๆ’
ผมก็จะพูดว่าเพราะอะไรผมถึงอยากร้องเพลงนี้นิดหนึ่ง แต่คงไม่วิทยาทานว่าแรงงานเด็กอย่าไป...ผมไม่ใช่แบบเพื่อชีวิตนะฮะ
ผมจะพูดเรื่องที่ผมรู้สึกเท่านั้น (หัวเราะ) ก็มันมีหน่วยเพื่อชีวิตอยู่แล้วนะฮะ ผมชอบหลายคน พี่แอ๊ด (ยืนยง โอภากุล)
พี่หมู (พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ) ผมชอบเขามาก พี่เขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้อย่างดีแล้ว
ผมก็ทำเท่าที่ผมรู้สึกนะฮะ ตรงไหนที่ผมไม่รู้สึก ไปทำแล้วดูไม่ดีน่ะ จะทำเพื่ออะไรในเมื่อไม่รู้สึก ”
ความคิดนี้จะขยายขึ้นในชุดหน้าหรือเปล่า ?
หนุ่ย “ ผมพยายามนะ คิดว่าจะเล่นเรื่องนี้ต่อเนื่อง คือผมอยากทำน่ะ การปฎิบัติงานร่วมกับคนหลายภาคหลายหน่วยนี่คงต้องปรึกษา
ยกเว้นว่าผมออกมาเป็นคนผลิตเอง ทำงานเอง ดูแลการผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งมันยังอีกนานมาก
คือผมรู้ระดับขีดความสามารถของตัวเอง คงต้องสู้กันต่อไป หมายความว่าขอความร่วมมือจากผู้ใหญ่
ขอคำปรึกษาขอคำแนะนำ ถ้าผมพูด ผมอยากพูดเรื่องอย่างนี้นี่ ความเป็นไปได้สูงแค่ไหน
มีเอ็ฟเฟ็คท์อะไรบ้าง มีอยู่หลายหน่วยที่เขาจะให้คำปรึกษาแนะนำ”
แล้วตอนนี้เรามีอำนาจในการต่อรองมากน้อยแค่ไหนกับบริษัท ?
หนุ่ย “ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นอำนาจการต่อรองนะฮะ มันเป็นการปรึกษากันแบบคนทำงาน ผมยุคแรกนะกับที่นี่ มีประมาณ 20 -30 คน
แรงต่อรองนี่มันต้องเป็นฝ่านตรงข้าม ที่ทำงานเป็นพวกเดียวกันอยู่ ตอนนี้ก็คือเป็นเรื่องของคำปรึกษา ขอคำแนะนำ ขอความร่วมมือในการตัดสินใจ
อะไรอย่างนี้มากกว่า แรงต่อรองคิดว่าคงไปใช้กับสังคมมั้ง แต่สำหรับบริษัทนี่ ทำงานร่วมกันเป็นพี่เป็นน้องกัน
ผมก็อายุมากแล้ว ทำงานตรงนี้มาไม่ใช่น้อย พี่เขาก็ดูแลอย่างดี”
กับเพื่อนๆ ไมโคร เจอกันบ่อย ?
หนุ่ย “ ผมทำงานด้วยกันอยู่ ซ้อมด้วยกัน เล่นด้วยกัน อัดเสียงด้วยกัน (น้ำเสียงตอนนี้ฟังสดชื่นขึ้นกว่าตอนแรก)”
จะกลับไปร่วมงานกันอีกไหม ?
หนุ่ย “ ไมโคร มีพัฒนาการของตัวเองที่ชัดเจนนะฮะ มีสไตล์ของตัวเองที่ชัดเจน ในทางกลับกันนะ
ถ้าผมกลับไปอาจจะไปสร้างขีดจำกัดให้เขาในการเสนองานก็ได้ พัฒนาการของไมโครนี่ขึ้นไปเป็นฮาร์ด ร็อคแน่ๆ
แต่ผมเป็นร็อค แอนด์ โรลล์นะฮะ โดยระดับธรรมชาติของเสียงผมนี่ ไม่สามารถขึ้นไปสูงได้เหมือน...คีย์ อี ชาร์ป มันคงเป็นไปไม่ได้
ผม ซี ชาร์ป อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) คงไปไม่ถึง ก็คงร้องเพลงได้ประมาณเดิมนี่แหละ
คงต้องไปเน้นเรื่องรสนิยมเสียง คุณภาพทางด้านการร้อง ไปทางนั้นมากกว่า แล้วก็พยายามสอดเนื้อหาที่ผมอยากพูด
ผมรู้สึกอยู่ มันเป็นการเปิดทางด้วยซ้ำไป แทนที่จะมากักเฟรม (frame) อยู่ ก็สามารทะลุออกไปอีก
ตัวผมเองก็ทำงานได้ตรงตัวเองชัดขึ้นเรื่อยๆ บางเพลงนี่นักดนตรีรู้สึกว่า
อืมม์ มันยังไง...ป๊อปไปนิดหนึ่ง พอฟังเสียงร้องก็อืมม์...ยังไง หนักไปหน่อยหนึ่ง มันเป็นเรื่องของคอมโพไมส์ (compomise)
นั่นคือเรื่องของงานนะฮะ ชีวิตส่วนตัวก็เหมือนเดิม ผมทำงานด้วยกัน กินเหล้าด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน
ชุดนี้เวลาเล่นคอนเสิร์ตหรืออัดเสียงก็มีเพื่อนมาช่วยอยู่ 2 - 3 คนฮะ มี กบ, อ้วน, บอย มาช่วยกัน มันมาช่วยผมน่ะ”
ตอนนี้ ไมโคร กำลังทำงานชุดใหม่?
หนุ่ย “ ผมคิดว่าเขาคงหานักร้องใหม่อยู่นะ กำลังเขียนเพลงกันเองอยู่ ชุดหน้าผมคิดว่าเขาคงดูแลกันเองเลย
ควบคุมการผลิต ไมโคร นี่เป็นวงที่แสดงสดได้เป็น 1 ใน 5 ของประเทศนะ รู้ใช่มั้ย เราไม่ปฏิเสธตรงนี้กันไง
ความเป็นจริงคือ ไมโคร ถึง เรื่องอะไรผมจะมากักเขาให้เล่นเพลงป๊อป เป็นเรื่องแฟร์ เป็นเรื่องเพื่อน”
ตอนแยกตัวออกมา มีการคุยกันถึงเรื่องนี้แล้ว ?
หนุ่ย “ ก็มีเสียใจกันบ้าง คนเหมือนผัวเมียกันแล้ว ร่วมกันขนาดนั้น เฉพาะทำเทปก็ 5 - 6 ปี เป็นเพื่อนกันอีก 10 ปี มันก็มีบ้างที่เสียใจกันนะ
แต่ถ้าไม่มีบทนี้ก็จะไม่โตเสียที ต้องมีบทนี้ พอโตแล้วมองหน้ากันแล้วก็หนีกันไม่พ้นอีกอยู่ดี ไม่แคล้วต้องกลับมาทำงานด้วยกันอีก
แบบมีสไตล์ด้วย ไม่แบบรวมๆ กันไปเก็บตังค์ ไม่ใช่แล้ว เป็นเรื่องต่างคนต่างทำ โตขึ้น
โดยเฉพาะ บอย ไมโคร นี่ขึ้นแบบ...ไปไกลมากแล้ว ผมนี่ก็แบบ...ตามไม่ทันแล้ว แต่ร่วมเล่นกันได้นี่ก็ถือว่าเก่งแล้ว
หมายถึงผมไปร่วมเล่นกับเขาให้ซิงค์กันได้นี่ก็ถือว่าผมนี่บุญแล้ว นี่พูดเรื่องจริงนะ
ในเชิงมิวสิคัลนี่ ผมก็ไม่ถ่องแท้อะไรมาก...ร็อค แอนด์ โรลล์ไม่ค่อยมีน้ำตาหรอก
ส่วนใหญาตกในทั้งนั้นแหละ ไม่เคยออกมาข้างนอกหรอก ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีบทนี้ก็ไม่มีวันโตเสียที”
เป็นเพราะเขาอยู่กับเครื่องดนตรี เล่นดนตรีมากกว่าเรา ?
หนุ่ย “ วิธีกำเนิดในธุรกิจเพลงนี้ ทุกคนไม่เปลี่ยนตำแหน่ง แต่ผมเปลี่ยน เนื่องจากคอมโพสิชั่น (composition) ของสังคมด้วย
ผมกลายเป็นดาราด้วย กลายเป็นพระเอกหนังด้วย ทางมันจะปิดหมด สังคมเขาต้องการเห็นผมอีกแบบหนึ่ง
จริงๆ ความต้องการของผมข้างใน ผมก็ต้องการของผมอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ปรับ
ผมไม่เปลี่ยนนะ ปรับ ก็เล่นอยู่บ้านเช็คโน้ตตัวเอง เล่นเพลงของตัวเองเพื่อฝึกในการ้อง
แต่ไม่ใช่การเล่นกีตาร์เพื่อจะเป็นมือโซโล่อีกต่อไปแล้ว ”
ไม่มีการสะพายกีตาร์ขึ้นเวทีอีกต่อไป ?
หนุ่ย “ ไม่แล้วฮะ ผมคิดว่าบทบาทของตัวเอง ทำการร้องให้ดีจะดีกว่า สองคนนั้น (มือกีตาร์ 2 คนของไมโคร) ไว้ใจได้เลย
เพื่อนๆ รู้ว่าผมคิดอะไร เล่นดนตรีมาด้วยกันเป็นสิบๆ ปีแล้ว รสนิยมย่อมต่างกันแน่
คือทุกคนมีพัฒนา ก็ต้องเห็นรสนิยมตัวเองว่าจริงๆ แล้วอยากได้อะไร
กบ นี่เล่นกีตาร์ระดับแบบ...ผมเชื่อว่าอายุเท่าๆ กัน กบ ที่สุดแล้วในประเทศไทย ”
งานชุดที่แล้ว “วัตถุไวไฟ” ขายดีมาก ?
หนุ่ย “ นั่นสิ ดีไปหรือเปล่า”
ทำไมถึงคิดว่า “มันดีไปหรือเปล่า” ?
หนุ่ย “ ผมไม่มีจุดประสงค์เรื่องการขายมากขนาดนั้น ผมไม่ได้คาดหวังอะไรตรงนั้น
คาดหวังบ้างว่าผมทำงานแล้วจะได้ค่าเหนื่อยบ้าง ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาขับเบนซ์คันเท่ารถเมล์ ไม่ต้องก็ได้”
รู้สึกแปลกใจ ?
หนุ่ย “ อือม์ คนเขาเอาเราขนาดนี้เลยหรือ งานดีหรือยัง ต้องสำรวจตัวเองทันทีเลย คนซื้อขนาดนี้
ตัวเองทำงานแค่ไหนวะ ผมเรียนพวกเขียนรูปอะไรมานะ งานดรอว์อิ้ง (drawing)
มันเป็นสัจธรรมของชีวิตจริงๆ เลย การเพิ่มสีสันเข้าไปเรื่อย ทีละเส้นทีละเส้นจนมันเกิดน้ำหนัก
จนมันเกิดมิติ จนมันเกิดอารมณ์ของภาพ แต่จริงๆ มันมาจากกระดาษขาวไง การทำเพลงผมก็คิดว่ามันเหมือนกัน
ผมไม่อยากเห็นกรอบรูปหรอก (ยิ้มนิดๆ) ผมอยากเห็นตรงนั้นเลย ตัวรูปน่ะ คงต้องใช้เวลา ผมว่าศาสตร์นี้มันลึก ยาก
ผมจะไม่ทรยศ หมายถึงไม่หลอกลวง ใส่ไปจริงๆ ไม่รู้ก็เรียนอีกๆ จนกว่าจะทำมันให้ได้
อาจจะแก่ไปหรือว่าอายุมากแล้ว แต่ว่าไม่ต้องห่วง ผมรักงานนี้ ผมจะทำมันให้ได้ ”
ที่ว่าการขายได้เกินล้านของ “วัตถุไวไฟ” ตรงนั้น ทำให้เราต้องกลับไปทบทวน มีผลให้งานชุดนี้ช้าหรือเปล่า ?
หนุ่ย “ มีส่วนต่อเนื่องกัน หมายถึงว่ามีส่วนต่อเนื่องกันให้ผมคิดมากขึ้น
ในขณะเดียวกันนี่ก็ต้องวิเค&