อำพล ลำพูน

กลับมาอีกครั้ง


            ภายหลังจากการกลับมาอีกครั้งอย่างงดงามใน “ เสือ... โจรพันธุ์เสือ กับ หัวใจและไกปืน ” เรื่องราวของเขา หนุ่ย – อำพล ลำพูน ก็ดูเหมือนจะกลับมาเป็นที่สนใจของคนทั้งหลายไปในทันที
            ถ้ายังจำกันได้ บทบาทของเด็กหนุ่มติดยาผู้พ่ายแพ้แก่ชะตาชีวิตใน “ น้ำพุ ” เคยทำเอาผู้ชมหลายต่อหลายคนหลั่งน้ำตามาแล้ว พร้อมกับส่งในเขาก้าวขึ้นเป็นพระเอกอันดับหนึ่งในยุคหนึ่ง
            เมื่อผันตัวเองไปเป็นศิลปินร็อค เขาก็สร้างตำนานร็อคมือขวาอันลือลั่น จนวงร็อคยุคหลังพากันเอาแบบอย่าง  ชนิดคอนเสิร์ตไหนถ้าปราศจากอาการยกมือขวา ก็ดูจะไม่สะใจคอเพลงร็อคขนานแท้ไปเสียแล้ว
            ที่ว่ามาทั้งหมดคือ “ เปลือก ” ซึ่งใครที่รู้จักเขาก็ต้องรู้กันอยู่แล้ว แต่ “ เนื้อใน ”  ที่เป็นชีวิตแท้ๆ อันมีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ด้านมืด ด้านสว่าง เชื่อแน่ว่าน้อยคนนักที่จะเคยได้ยินจากปากของเขาโดยตรง
            วันนี้ในโอกาสที่กลับมาผงาดอีกครั้ง เราจึงเชิญเขามาเปิดใจถึงเรื่องต่างๆ มีอะไรบ้าง ต้องติดตาม

 

 

                เมื่อเราแสดงความยินดีกับการที่เขาได้รับรางวัลผู้แสดงนำฝ่ายชายในงานประกวดตุ๊กตาทองพระสุรัสวดีประจำปีนี้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะว่า  “ ถ้ารู้ว่าได้นะ จะเตรียมตัวให้ปิ๊งเลย ไม่เอาหน้าดำๆ ขึ้นไปรับหรอก ”

ถือเป็นตุ๊กตาทองตัวที่สองหลังจากที่เคยได้จากเรื่อง “ น้ำพุ ” ใช่ไหมคะ
                ครับ แต่ “ น้ำพุ ”  นั่นเป็นพระสุรัสวดีที่จัดในงานเอเชียฟิล์มเฟสติวัล เราเป็นเจ้าภาพพอดี เลยคล้ายๆ กับว่ามีเกียรติพอที่จะยกชั้นเป็นรางวัลระดับเอเชีย แต่ที่ได้อยู่คนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งเหนือคนอื่น เคยคิดด้วยซ้ำว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเกรงใจ เราเป็นเจ้าภาพก็ให้มาซักรางวัล เพราะในความรู้สึกของผม น้ำพุตัวจริงคือครูหง่าว (ยุทธนา มุกดาสนิท) เป็นคนคิด คนฝันบอกคน อธิบายให้คนดู ส่วนตัวผมก็แค่เล่นไปตามบทเท่านั้น

แต่ก็เป็นการเล่นที่สมบทบาทมาก จนคนดูสงสัยว่า เป็นตัวจริงเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า
                เป็นแรงกดดันผมมาสิบกว่าปีนะ ผู้ใหญ่บางคนถึงกับพูดว่า หนุ่ยไม่ได้เล่นอะไรเลย ตัวจริงมันก็คือน้ำพุนั่นแหละ เพราะฉะนั้นวิถีนักแสดงอาชีพหนุ่ยไม่มีวันหรอก มันไม่มีความสามารถ
                แรกๆ ที่ได้ยินก็หัวเราะ โธ่เอ๊ย...ตลก แต่พอโตเป็นหนุ่มขึ้นจริงๆ บางครั้งก็ชักสงสัยขึ้นมาเหมือนกันหรือว่าจะเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ เพราะเมื่อไปเล่น “ ดีแตก ”  เป็นเด็กที่รักดนตรีมาก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย ทำไมคนไม่เห็นชื่นชอบเรา หนังก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
                แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเดียว อีกหลายเรื่องถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีกหลายครั้งแต่ไม่เคยได้เลย คนก็ยิ่งมอง หรือเป็นเพราะ “ น้ำพุ ” มันแรงมาก ก็เลยกลายเป็นกลบทุกอย่างไปหมดเลย ไม่มีอะไรที่จะทะลุขึ้นมาได้อีก
                ก่อนที่ผมจะกลับมาเล่นครั้งนี้อีก ผมบอกตัวเองว่า ถ้าเราแน่จริงต้องแสดงได้สิ ดาราฮอลลีวู้ดกี่คนต่อกี่คนอายุมากแค่ไหนก็ยังเล่นเป็นพระเอกได้ ทุกคนมีสิทธิ์ขึ้นไปคว้าอีก  ขึ้นไปคว้าอีก ถ้ายูเป็นมืออาชีพจริงๆ
                ไอ้เรื่องติดยงติดยา ผมเบื่อจะปฏิเสธแล้ว เอาแค่ว่าติดยาทำอะไรไม่ได้หรอกครับ งานพวกนี้ต้องใช้สมาธิมุ่งมั่นสูงมาก ต้องใช้ความจำ ต้องใช้การตีความ คนเราจะตีความได้ ต้องมีฮาร์ดดิสก์มากพอที่จะประมวลบทเพื่อนำเสนอออกมา

แต่มีสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกับน้ำพุไหมคะ เช่น ปัญหาทางครอบครัว
                ครอบครัวผมอบอุ่นครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอก บ้านอยู่ระยอง แต่มาเกิดที่โรงพยาบาลหญิงที่ปัจจุบันเรียกว่าโรงพยาบาลราชวิถี คลอดเตียงอนาถาด้วยนะ เพราะแม่ไม่มีตังค์
                พื้นเพพ่อผมอยู่ระยอง แต่ไม่ใช่คนมีเงิน ที่ดินที่มีอยู่ตอนนี้คือมาซื้อเอาทีหลัง ส่งแม่เป็นคนปากพนัง เข้ามากรุงเทพฯพร้อมพี่สาวน้องสาวเพื่อเรียนหนังสือ ต่อมาพี่สาวคนโตก็ออกจากโรงเรียนไปทำงานเพื่อส่งน้องสาวสองคน แต่ไม่ไหว พี่สาวคนรองคือแม่ เลยออกไปทำงานด้วย เพื่อส่งน้องสาวคนเล็ก
                แม่ไปสมัครเป็นนักร้องวงสุนทราภรณ์ของครูเอื้อ ออกทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ขาว-ดำด้วย แม่เล่าให้ฟังว่า นักร้องในวงทุกคนเกล้าผมสูง มีจอนยาวๆ ทรงเดียวกับเพชรานั่นแหละ มีไมโครโฟนห้อยจากเพดาน นักร้องนำยืนตรงกลาง คอรัสยืนเป็นครึ่งวงกลม แม่คือหนึ่งในคอรัสนั้น
                เจอกับพ่อก็รักกัน แต่งงาน มีลูกคือพี่สาว แม่ก็เขยิบจากคอรัสปลายๆ แถวขึ้นมาเกือบถึงนักร้องอยู่แล้ว โดนพ่อเบรกเสียก่อน บอกไม่ได้แล้วมีลูก จะเต้นกินรำกินต่อไปได้ยังไง แม่ก็เลยลาออก ผมเป็นลูกคนเล็ก เกิดปุ๊บก็กลับบ้านนอก

สภาพครอบครัวลำบากมากไหมคะ
                ไม่สบาย แต่ไม่ถึงอดมื้อกินมื้อมีกินครบทุกมื้อ  มีของเล่น มีเสื้อผ้า เหมือนเพื่อน แต่ไม่ใช่คหบดี บ้านนอกคหบดีคือไม่ต้องทำอะไรเลย นับดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่บ้านผมนี่คือเสาร์ – อาทิตย์ ต้องช่วยแม่ขายของหน้าบ้าน ประเภทรวมมิตร ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ตามแต่หน้าที่ซึ่งแม่กำหนด แต่ผมจะน้อยที่สุด เพราะเป็นลูกคนเล็ก สามารถหนีไปกัดปลา ตีไก่ได้
                เรื่องกัดปลาผมจัดเป็นมือฉกาจเหมือนกัน ยุคก่อนไม่ค่อยมีซื้อขายกันอย่างเดี๋ยวนี้ นักมวยอยู่ในทุ่ง ใครแสวงหาบ่อยหน่อยก็จะมีนักมวยอยู่ในค่ายเยอะ ได้มาก็เอามาใส่ขวดเรียงกันเป็นตับ ถึงเวลาเอาขวดมาชนกัน เอามั้ย ถ้าเอาก็ชักกระดาษใส่เลย มีเทคนิคอีก ต้องให้อดลูกน้ำสัก 2 – 3 วัน จับลงไปกัดกันนี่ มันกัดกันขาดไปข้างหนึ่งเลย (หัวเราะ)

ความชอบทางดนตรีเริ่มขึ้นเมื่อไหร่คะ
                น้าผมเจ้าทำวงดนตรีอยู่แล้ว ชื่อ “ ซูเปอร์บอย ”  เล่นอยู่ที่สวนลุมฯ สมัยนั้นเอลวิสดังมาก น้าผมก็เป็นหนึ่งในเอลวิสสมัยนั้น
                ปิดเทอมบ้านนอกคือสองเดือน ผมจะถูกส่งไปอยู่ที่ซอยโกวบ๊อ ฝั่งธนฯ ซึ่งมีเครื่องดนตรีครบทุกอย่าง ผมจึงได้อิทธิพลจากตรงนั้นมาพอสมควร เขาเล่นกีตาร์กันทุกเย็น ทุกค่ำ ผมอายุประมาณ 11 – 12 ขวบ ได้ยินทุกคืน เขาใจดีก็เรียกไปสอน พอเปิดเทอมกลับบ้านนอกก็ขอเลย... แม่ขอกีตาร์ตัวหนึ่ง จำได้ ยามาฮ่า จี.80 สมัยก่อนหกร้อยกว่าบาทก็แพงเอาการนะ แม่บอกต้องทำคะแนนให้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะซื้อให้  
                กลุ่มเพื่อนที่คบกันตอนนั้น ผมฐานะต่ำสุด ในขณะที่เพื่อนๆเป็นลูกเจ้าของเอเย่นต์สุรา เป็นหลานนายอำเภอขอปุ๊บได้ปั๊บ ส่วนผมนี่ฉายา “ กีตาร์ยืม ” คือยืมของเพื่อนมาเล่น (หัวเราะสนุก)               
                แต่พอทำคะแนนได้ มีกีตาร์ส่วนตัวก็ตั้งวงเลย ชื่อ “ เดอะแครป ”  เป็นวงโฟล์คซองเล่นกันในโรงเรียน อาจารย์ฝ่ายอังกฤษไปเห็นเข้า บอกอย่างมาก๊องแก๊งเลย ไปเล่นที่ชมรมเถอะ
                พอจบมัธยมต้นก็เข้ามาเรียนอาชีวะศิลปะที่กรุงเทพฯ สมัยนั้นพวกระยองที่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯจะไปรวมกันอยู่ที่ประตูน้ำ เช่าตึกสุมกันอยู่พลพรรคไมโครก็รวมกันขึ้นที่นั่น เริ่มเล่นแบบหาเงินที่อาร์.พี.เอ็ม. ตรงตึกโชคชัยสเต็กเฮาส์

เข้าไปเล่นได้อย่างไรคะ
                ซ้อมๆ กันอยู่ในที่พักนั่นแหละครับ  รุ่นพี่ในประตูน้ำได้ยินก็บอก เขาว่ากำลังหาวงเล่นก่อนเวลา เล่นแค่ทุ่มถึงสองทุ่มครึ่ง แต่คนที่เที่ยวบาร์น่ะเที่ยวหลังสามทุ่มไปแล้ว วงก่อนเวลาก็คือเล่นแก้เซ็ง ได้คนละ 80 บาท ผมก็เอา
                วันหนึ่งอาเปี๊ยก โปสเตอร์ ก็ไปตั้งแต่ทุ่มหนึ่งเลย มีคุณจิรศักดิ์ อิศรางกูรฯ ถือกล้องวิดีโอคอยถ่ายทุกอย่าง แต่รู้สึกจะถ่ายผมเยอะหน่อย (หัวเราะ) ยังคิดในใจ...สงสัยว่าเราคงจะเท่เหมือนกันนะ ไม่รู้หรอกว่าเขาถ่ายเอาไปทำอะไร ตะเบ็งร้องใหญ่เลย ผลคือ พอเอาวงจริงขึ้นปุ๊บ อาเปี๊ยกให้คนมาเรียกผมไปกินข้าว บอกจะให้เล่นหนังเอามั้ย...เอาครับ

ไม่มีลังเลเลยนะคะ
                อารมณ์ตอนนั้นคือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกลับไปทำรับเหมาก่อสร้างกับพ่อ พ่อเรียกมาแล้ว โดยพูดทำนองว่าเรียนจะจบแล้ว ถ้ายังหางานทำไม่ได้ กลับไปช่วยป๋านะ แต่งานคลุกดินคลุกทราย โอ้โห...ไม่ไหว

เป็นหนุ่มสำอาง
                ค่อนข้างหน่อยนึง (หัวเราะ)  เราเห็นภาพของพ่อที่กลับถึงบ้านก็โทรมาเลย พ่อเป็นตัวอย่างของผู้ชายทำงานจริงๆ ออกจากบ้านก่อนไก่ขัน กลับคือผมหลับไปแล้ว นี่คือวิถีชีวิตที่ผมเห็นมาตลอด ตั้งแต่เด็กยันโต
                ผมคิดว่ามันหนักเกินไป ขับรถเขรอะๆ ลุยทราย ลุยหิน ฝุ่นคลุ้ง ร้อนก็ร้อน ผมไม่อยากทำอย่างนั้น ใจผมชอบเขียนรูป ดีดกีตาร์ ตอนนั้นอยากเป็นแบบวงวีไอพี คาไลโดสโคป แหลม-มอริสันฝีมือมหากาฬมาก เป็นฮีโร่ในใจเราแท้ๆ เรียกว่าเป็นความฝันแบบเด็กๆ แหละนะ เป็นร็อคสตาร์ สาวกรี๊ด ผมยาว ใส่กางเกงลายเสือ เป็นความหลงผิดเล็กๆ (หัวเราะ)

หมายถึงแต่งตามเขา
                ไม่เห็นหรือครับ ตอนเล่น “ วัยระเริง ” นี่มาเป็นชุดเลย เสื้อยังลายเสือ กางเกงสีชมพูรัดๆ มันๆ เป้าปลิ้น ดูรูปแล้วคิด ทำไปได้ยังไง อายลูกจริงๆ น้องกายบอก...ทุเรศจริงๆ เลยพ่อ เหมือนผู้หญิงเลย คาดหัวเป็นญี่ปุ่น

การเรียนทิ้งไปเลยหรือคะ
                สามปีที่เรียนกับดนตรี คืออะไรที่คู่กันไปตลอด แต่พอเล่น “ วัยระเริง ” ต่อด้วย “ น้ำพุ ” ชีวิตพลิกแบบไม่ย้อนเลยนะ สองเรื่องแรกผมเล่นแบบไม่ได้เซ็นสัญญา แต่พอ “ น้ำพุ ” ดัง เขาจับผมเซ็นสัญญาทันที การเรียนถึงไม่อยากทิ้งก็ต้องทิ้ง เพราะระบบของไฟว์สตาร์สมัยก่อนจอต้องไม่ขาว ถ้าจำกันได้ จะเห็นว่ายุคนั้นมีหนังที่ผมเล่นออกมาติดๆ กันเยอะมาก
                บางทีต้องแสดงเรื่องที่ไม่อยากแสดง หนังที่ยังไม่ได้สร้าง แต่ถูกเซ็ทแพลนไว้แล้ว จะขึ้นชื่อเลย ชื่อผู้กำกับการแสดง ชื่อเรื่อง แสดงนำโดยอำพล ลำพูน
                วันหนึ่ง ผมบอก ขอเว้นเรื่องได้มั้ย เขาบอกไม่เล่นไม่ได้ ให้ไปคิด 3 วัน ผมนับหนึ่งได้ถึงประมาณสี่สิบ เขาบอกว่าให้นับหนึ่งถึงร้อยใช่มั้ย แต่ผมได้แค่สี่สิบ ยังไม่ถึงร้อยเลย ผมบอกไม่เล่นครับ

ชักแข็งข้อสิคะ
                เขาเรียกกบฏครับ ถึงวันนี้ผมโตแล้ว ผมเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเขาหวังดีไม่ได้หวังร้าย เฮ้ย...มึงเป็นดาราทำเงินมึงต้องเล่น แต่ตอนนั้นผมมาจากบ้านนอก ผมมาจากระบบที่ใช้ความรู้สึกเป็นแกน รัก โลภ โกรธ หลง ของแท้หมด
                พอผมบอกเขาไม่เล่นปุ๊บ เขาบอกต้องออก ครับ ออกครับ ทั้งๆ ที่ในใจก็วูบอยู่เหมือนกัน ออกไปแล้ว ต่อไปนี้จะเอาตังค์ที่ไหนใช้

ที่ผ่านๆ มาไม่มีเงินเก็บเลยหรือคะ
                ตอนนั้นเรียกว่ายังไม่ใช้เงินไม่เป็นมากกว่า เล่นหนังเรื่องหนึ่งได้สองหมื่นบาท ก็ประมาณว่าหนังถ่ายไปครึ่งเรื่องเบิกค่าตัวหมดไปแล้ว พอถ่ายจบ ไม่มีใช้ ก็ต้อง...อาเชนทร์ครับ (ทำเสียงอ่อยๆ) อาเชนทร์คือคนที่มีบุญคุณกับผมมากเลยนะ อันนี้ไม่ใช่บทภาพยนตร์นะฮะ แต่คือความจริงที่ว่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่ต่อทาง ไม่เอื้ออำนวย ไม่ต่อสายป่านให้ผม ผมคงต้องกลับบ้านนอกแล้วก่อสร้างตั้งแต่ปีแรกๆที่เข้าวงการ

ใช้จ่ายไปกับอะไรคะ ซื้อบ้าน ซื้อรถ
                ไม่ใช่ครับ บ้านที่อยู่ก็ยังเป็นที่ประตูน้ำเหมือนเดิม เป็นดาราแล้วยังอยู่ที่นั่น ห้องที่ผมอยู่ยังมีเพื่อนอีก 5 คน นอนเรียงกันเป็นตับเลย (หัวเราะ)
               
ไม่มีการสร้างภาพลักษณ์ ว่างั้นเถอะ
                ก็อยากจะสร้างเหมือนกันนะ บ้านหลังใหญ่ๆ มีรถขับ แต่เราไม่มีตังค์ จะทำยังไง ก็ต้องอยู่ไปตามมีตามเกิด เงินได้มาเท่าไหร่ไม่เคยเหลือ ส่วนใหญ่หมดไปกับการกิน การเที่ยว เลี้ยงเพื่อนฝูง เมื่อถึงตอนออกจากไฟว์สตาร์ ผมจึงมีเงินเหลืออยู่ประมาณสี่พันกว่าบาท แต่คิดแบบลูกทุ่งมาก ไม่กลับแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นไฟว์สตาร์หรือระยอง อายเขา
                ไอ้เงินสี่พันนั่นอยู่ได้ประมาณาสองอาทิตย์ ต่อจากนั้นคือยืมแม่ สุดท้ายคิดว่า อ๊ะ (ดีดนิ้ว) มีวิธีเดียวตอนนั้นแกรมมี่เกิดแล้ว พี่เต๋อเล่นเป็นพ่อเลี้ยงผมใน “ น้ำพุ ” ไปหาพี่เต๋อดีกว่า
                เราไมโคร 6 คน ขึ้นรถเมล์ไปหาพี่เต๋อที่ศรีสยาม พี่เต๋อกำลังอัดเพลงโฆษณาอยู่ เขาถามผมคำหนึ่งว่า...เอาจริงหรือเปล่า อย่ามาทำเล่นๆ นะเว้ย พี่น่ะ...มืออาชีพ
                ตอนนั้นคำว่ามืออาชีพยังเป็นคำใหม่อยู่ คิดในใจ เป็นยังไงวะ (หัวเราะครืน) แต่ปากก็ตอบไปว่า...เอาจริงครับ ยังจำสภาพของพวกผมตอนนั้นได้ คือพี่เต๋อพูดกับผมนี่ ตาเขาก็มองเพื่อนๆ ผมไปด้วย ผมก็มองตาม ห้าคนยืนเรียง ทุกคนดำ ตัวผอมๆ สิวเต็ม ผมยุ่ง เราเองถึงจะเป็นพระเอกดัง แต่สภาพก็ไม่แตกต่างทรุดโทรมแล้ว ตังค์ไม่มีแล้วตอนนั้น
               
ที่พี่เต๋อพูดอย่างนั้น เพราะไม่เชื่อว่าจะเอาจริงหรือคะ
                คงไม่ใช่นะฮะ แต่เขารู้สึกว่าผมเป็นดารา งานเพลงก็แทบจะไม่ได้ไปเล่นที่ไหน เหมือนทิ้งไปแล้ว วงดนตรีสมัยก่อนแคบกว่านี้อีก วงไหนเล่นอยู่คลับไหน โรงแรมไหน ทั้งกรุงเทพฯ นักดนตรีรู้กันหมด ปากต่อปากพูดกันไป อ้าว...ไมโครไม่มีงานแล้วนี่
                แต่ผมเป็นคนโชคดีอย่างที่ได้เจอกับคนที่ทำงานดีๆ ตลอด เมื่อไปทำงานเพลง ตอนแรกก็คิดว่าพี่เต๋อจะดูแลการผลิตให้ แต่พี่เต๋อบอก เดี๋ยวพี่จะให้พี่ป้อม (อัสนี โชติกุล) ดูแล

ใช้เวลาลบภาพจากดาราไปเป็นนักร้องนานไหมคะ
                ที่ผ่านๆ มากผมไม่เคยมีเพลงของตัวเอง อาศัยเอาของคนโน้นคนนี้มาเล่น ซาวนด์แทร็คภาพยนตร์เรื่อง “ วัยระเริง ” พวกผมก๊อปเล่นเกือบทุกเพลง หากินทั่วประเทศ
                แต่พอ “ ร็อคเล็กๆ ” ชุดแรกออกก็ปั้งเลย คล้ายกับว่าเราได้ทำงานอย่างที่ตัวเองรักจริงๆ ชอบจริงๆ แต่ตอนนั้นยังเป็นแนวร้องตามอยู่นะ ไม่ได้ร้องนำ เพราะเพลงที่ดังจริงๆ คือ “ รักปอนปอน ” คนร้องคือกบ เป็นเพลงขาย
                ชุดที่ทำให้ผมดังสุดๆ ทะลุเลยคือ “ วัตถุไวไฟ ” ได้เห็นถึงรอบของแฟชั่น รอบมันเปลี่ยนจริงๆ ยุคกรุ๊ปนักร้องเป็นวงนี่เต็มแล้ว กรุ๊ปอย่าง คาราบาว ไมโคร มันเต็มหมดแล้ว เดินมาถึงปลายทางแล้ว รอบต้องเปลี่ยนก็มีเหตุให้ต้องแยกวง
                ช่วงนั้นบอกตรงๆ รายได้ดีมากมหาศาล งานเยอะ เพลงดัง แต่ความสุขไม่มีเลย

ทำไมคะ
                พอแยกจากไมโครออกมาแล้ว หันไปข้างหลังที่เขาเรียกว่าแบ๊คอัพนี่ แววตาไม่สื่อกันแล้ว ในขณะที่ตอนเป็นไมโคร เราหันไป ไม่ต้องทำท่าอะไร ทุกอย่างลงตัวหมด

ที่จำได้ หนุ่ยเป็นฝ่ายผิดใจกับวงไม่ใช่หรือคะ
                ใช่ครับ เพราะไมโครเมื่อถึงสุดตรง “ เต็มถัง ” งานดีมาก ขายดี งานแน่น ฝ่ายครีเอทีฟของแกรมมี่ทำวิจัย เอาวิดีโอคอนเสิร์ต 3 ชุดมาเรียงดูกัน หนึ่งมาสองนี่ไม่เท่าไหร่ เพราะหนึ่งนี่เด๋อด๋าเลย  สองยังมีเด๋อด๋าอยู่ แต่สามนี่เหมือนผ่านไปสิบปีน่ะ
                ผมคิดว่าประสบการณ์เป็นตัวสร้างแท้ๆ ไมโครเป็นวงที่แสดงคอนเสิร์ตสดเยอะที่สุดในประเทศตอนนั้น เยอะกว่าคาราบาวอีก เพราะฉะนั้นแววมาแล้วดังมาก ที่วงแตกเพราะชื่อเสียงอย่างเดียวล้วนๆ เงินหรือผลประโยชน์ไม่เกี่ยว เขาเรียกว่าอะไรนะ “ อัตตา ”
                เวลาเล่นคอนเสิร์ตจะมีอยู่อารมณ์หนึ่ง ปิดไฟหมด คนกรี๊ด (ลากเสียงยาว) ศิลปินจะออกเมื่อไหร่ ขนาดเด็กตั้งเครื่องเดินออกไป คนยังกรี๊ดสนั่น พอสิ้นเสียงพูด...ณ บัดนี้ เชิญพบกับคอนเสิร์ตวงไมโคร
                คนกรี๊ด ดนตรีขึ้น ตึ้ม...ไฟสว่าง พรึ่บ เขากรี๊ดใครวะ กรี๊ดกู กูนักร้องนำ ไม่ใช่ เขากรี๊ดกู กูลีดกีตาร์อยู่ เฮ้ย ไม่ใช่ กรี๊ดกู กูตีกลองดังอยู่นี่ เขากรี๊ดใครกันแน่
                อัตตาครับ วันหนึ่งผมก็รู้สึกว่าเริ่มมีรอยเล็กๆ แล้วแยกออกเป็นสองฝั่ง กลายเป็นรอยแยกของแผ่นดิน เป็นเหว

ความเป็นผู้ชาย แล้วคบกันมาตั้งแต่เด็กๆ ทำไมไม่คุยกันตรงๆ ล่ะคะ
                มันเหมือนกับต่างคนก็ต่างมีชีวิตส่วนตัวแล้วนะ มีแฟนทุกคน ผมมีแฟน เพื่อนก็มีแฟน ก่อนหน้านั้นคือมั่วอยู่ในชั้นเดียวกัน ห้องเดียวกัน พอมีแฟนทุกคนก็เช่าห้องแยกกัน พอเริ่มส่วนตัวปุ๊บรอยแยกก็ลึกขึ้น
                วันหนึ่งก็ เฮ้ย...นัดประชุมหน่อยเว้ย ไปประชุมที่บริษัทเลย พอไปถึงผู้ใหญ่ก็เรียกเข้าห้องทันที เขาได้กลิ่นแม่งๆมา เพราะบางงานผมก็ไปสาย ไม่ไปก็มี ไม่รู้เลยว่านั่นน่ะคือจุดที่กำลังพาเราไปถึงบทเศร้า เพราะเมื่อถึงจุดนั้นทุกคนบอกประชุมกันหน่อย เราก็ไปสิอยากคุยอยู่แล้ว
                ปรากฏว่าพอเข้าไปที่แกรมมี่ ผู้ใหญ่เรียกให้เข้าไปนั่งในห้องประชุมของบอสเลย กบเป็นคนพูดคนแรก หลังจากนั้นก็อ้วน ปู อ๊อด
                เพื่อนพูดอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่ง โดยที่ผมไม่ได้พูดเลยแม้แต่คำเดียว พอเขาพูดจบ พี่เต๋อถาม แน่ใจใช่มั้ย ว่าเอาแบบนั้นวงบอกว่า...ครับ พวกผมคิดกันแล้ว                
                พี่เต๋อหันจากวงมาหาผม เอ้า...หนุ่ยว่าไง ผมก็ครับ แบบนั้นละครับ ผมตอบอย่างอื่นไม่ได้ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าช็อค ผมโกรธ ผมเสียใจ ผม...(ทำท่าพูดไม่ออก)

ทุกคนรวมกันไม่เอาคุณ
                ใช่ ที่เพื่อนพูดทั้งหมด ที่เพื่อนต้องการ ที่บอกว่าเขาจะออกเทปกัน 5 คน ไม่มีหนุ่ย หนุ่ยไม่ต้องร้องอีกแล้ว หนุ่ยร้องแล้วทำตัวเป็นฮีโร่ เป็นตัวนำ ไม่สนใจเพื่อน เอาอย่างนั้นเลย พูดจบผมลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องทันที
                ตอนนั้นความรู้สึกข้างในนี่คือไม่ไหวแล้ว อยากร้องไห้เหมือนกัน แต่ไม่ยอมให้ไหล ท่าที่แสดงออก มาดยังเท่แบบเดิม แข็งแรง แต่ข้างในนี่เจ็บ เจ็บจนต้องหนีไปอยู่พัทยาปีหนึ่ง ไม่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ทำงาน ทำตัวหายไปจากวงการเลย
                ความรู้สึกที่ว่าเพื่อนไม่เอาเรา เสียใจนะ เหมือนอกหัก อารมณ์เดียวกันเลย แต่เป็นเรื่องของผู้ชาย คือเรื่องของเพื่อนๆแท้ แต่ความรุนแรงของมันคล้ายๆ กับที่ผมเลิกกับมาช่า ใกล้เคียงกันเลยละ อยู่ในบรรยากาศเดียวกันเลย เพียงแต่ว่าเป็นคนละแบบ
                จะว่าไป ผมกับไมโครก็เหมือนแต่งงานกันแล้ว พอวงแตก นั่นคือการหย่า เสียใจ เพราะที่ผ่านมา ถึงผมจะหลงไปว่าเราเด่น เราดัง เราดีกว่า แต่ถ้าใครมาพูดถึงไมโครไม่ดี  ผมจะเสียงแข็งทันที ไม่ยอมเหมือนกัน ผมถือว่า ถึงผมกวนตีน ผมก็กวนตีนกับเพื่อน 5 คน แต่ข้างนอกอย่าเกี่ยว ไม่ใช่เรื่องของคุณ ผมเคลียร์กันเอง
                ไม่เคยคิดเลยว่าจะเคลียร์ไม่ได้ เพราะที่ทะเลาะกันก็เรื่องงานล้วนๆ ไม่มีเรื่องตัวเลขเข้ามาเกี่ยวสักนิด ชื่อเสียงเป็นที่รู้ๆกัน ไมโครเองก็ยอมรับว่าผมเป็นหนึ่ง แต่หนึ่งไม่มีอีกห้า ไม่มีทางสำเร็จ มันไม่แรง ไม่ฉุน ไมโครต้องฉุน มีกลิ่นอายของความเป็นร็อคกรุ๊ป

ถ่อมตัวหรือเปล่าคะ เพราะเมื่อเป็นศิลปินเดี่ยว ดีกรีความฉุนไม่เห็นลดลงนี่นา
                เรื่องเทปเดี่ยวนี่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลยนะ พี่เต๋ออีกแหละที่เป็นคนให้โอกาส เขาสืบจนรู้ว่าผมกบดานอยู่พัทยา วันหนึ่งก็โทรศัพท์ไปหา นี่ภาษาเขาเลยนะ...หนุ่ย มึงปล่อยให้พี่ตามอยู่นี่นะ กลับมาเดี๋ยวนี้ ร้องเพลงหรือไม่ร้อง เรื่องของมึง แต่ต้องกลับมาพูดกัน...พี่จะรอ
                ผมกลับกรุงเทพฯวันนั้นเลย คำแรกที่พี่เต๋อทักคือ มึงติดยารึเปล่าวะ หนุ่ย ทำไมผอมอย่างนี้ ยาอะไรพี่ ถ้ายาคูลท์น่ะกินทุกวัน (หัวเราะครืน)
                รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าโทรม เพราะปีหนึ่งที่อยู่พัทยา ผมไม่สนใจตัวเองเลย ใช้ร่างกายเปลืองมาก นอนน้อย ดื่มเยอะ สูบจัด ไม่หิวก็ไม่กิน วันๆเมานอนพับอยู่ที่เคาน์เตอร์กับเพื่อนๆ มีทั้งเพื่อนเป็นดี.เจ. เป็นนักดนตรี เป็นนักวินเซิร์ฟ อยู่กับเขาก็ทำทุกอย่าแบบพวกเขาหมด ตัวดำ หนวดไม่โกน
                พี่เต๋อเตือนสติ...โตแล้ว ทำอะไรก็ทำให้มันชัดเจนหน่อย ไม่เห็นแก่ตัวเอง ก็เห็นแก่พ่อกับแม่ ตอนนั้นพี่เต๋อยังไม่รู้ว่าผมส่งมาช่าไปคลอดที่อิตาลี
                เพราะช่ากับลูกที่จะเกิดมาทำให้ผมได้คิด ฮึดขึ้นมาอีกครั้ง...ก็ได้วะ ถ้าช่ากลับมา แล้วต้องออกจากวงการจะได้มีอะไรรองรับได ตัดสินใจเข้าห้องอัดเสียงอีกครั้ง ผลคือ “ วัตถุไวไฟ ” สี่เดือนขายได้ล้านก๊อปปี้ เงินมาแบบงง ฝันไปหรือเปล่า จากที่เคยคิดว่าไม่รอดแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากผมมีความเชื่อมั่นในตัววงมาก พอถูกวงบอกเลิก ก็คิดว่าไม่ไหวแล้ว ร้องเพลงไม่ได้หรอก ไม่มีไมโครอยู่ข้างหลัง ทำไม่ได้
                แต่ “ วัตถุไวไฟ ”  คือปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของการโฆษณาทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้

ดูคุณจะไม่ค่อยเชื่อความสามารถของตัวเองเลยนะคะ
                ใช่ ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ จะเห็นว่าภาพแรกๆที่ถ่ายออกมา แววตาผมจะไม่มีความมั่นใจเลย ใส่แจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาล ผมตัดนิดๆ ด้วยนะ ทะเลาะกับพี่ช่างตัดผมเกือบตาย พี่ เอาหัวผมมาทำอะไรนี่ ผมไม่มั่นใจ ผมอยากเป็นแบบเดิม หนุ่ยไม่ต้องมีผมทรงอะไรเลย เสื้อเชิ้ต กางเกงยีน แล้วขึ้นเวทีร้องเพลง เท่านั้นพอ
                ต้องยอมรับว่าการโฆษณามีผลจริง เพราะถ้าอำพลออกไปร้องเพลงด้วยมาดเดิมๆ ก็อาจจะแป๊กไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้                            รายได้จาก “ วัตถุไวไฟ ” นี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่า อ๋อ...มันเป็นรายได้นี่ ยิ่งช่ากลับมาปุ๊บ เห็นหน้าน้องกายปั๊บ ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีลูก ดูตัวเลขในบัญชี เฮ้ย...สบาย กลับมาเลย รถเราก็มี คิดแบบสั้นๆ ถ้าผมไม่เห็นหน้าน้องกาย ไม่เห็นน้องกายตอนหัดเดิน ก็คงไม่คิดถึงบ้านที่มีสนาม มีรั้วหรอก ผมยังคงเช่าบ้านอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 35 ออกจากประตูบ้านคือถนน

 

 

บางคนเข้าใจว่าน้องกายเกิดจากความพลาด
                ผมอยากชกปากคนที่พูดแบบนั้นจริงๆ ไม่เข้าใจว่าเขาเข้ามานั่งอยู่ในใจเราหรือไง ถึงชอบทำเป็นรู้ไปหมด เข้าใจไปหมดทุกเรื่อง
                ตอนที่ผมรู้ว่าช่าท้อง ผมถามเขาเลยว่า ช่าทำได้มั้ย ออกจากวงการ ถ้าทำได้ เรามาสร้างครอบครัวด้วยกัน ช่าบอกว่าอยากเอาเด็กไว้ ผมบอก ถ้างั้นช่าต้องออกจากวงการนะ อยู่กับบ้านไม่ทำงานอีกเลย แล้วพี่จะทำเองทั้งหมด เขาก็ตกลง
                ผมนับถือน้ำใจเขาอย่างหนึ่งนะ เขาแน่วแน่มาก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาอายุสิบแปดเท่านั้น เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศในชั่วโมงนั้น แต่พอท้องเขายอมออกจากวงการไม่ลังเล
                น้องกายนี่เป็นกระจกดีๆ เลย น่ารัก ฉลาด อ่อนไหว ดูเด็กแล้วคุณจะเห็นเลยว่าปั้นมาอย่างดี แสดงว่าอารมณ์ของคนปั้นตอนนั้นชัดเจนแข็งขันแน่วแน่มากที่จะปั้นออกมาแล้วปิ๊ง เขาเกิดจากความรักของพ่อและแม่แท้ๆ ที่ผมอ่อนลงได้ สามารถปรับชีวิตให้เข้าสู่ระบบ จากสมัยก่อนที่อารมณ์นำ รัก โลภ โกรธ หลงนำจริงๆ เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมีเหตุผลมากขี้นก็เพราะเขา


แล้วทำไมต้องให้มาช่าหลบไปอยู่อิตาลีด้วยล่ะคะ
                ชื่อเสียงผมกำลังรุ่งมาก แล้วสมัยนั้นดาราก็ยังไม่ค่อยจะเปิดเผยชีวิตส่วนตัวกันนัก กลัวแป๊ก พอท้องเริ่มเห็นชัด ประมาณ 4 – 5 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ช่าไปรับถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่ง ข่าวก็เริ่มกระจาย เพื่อนดาราของเขาคนหนึ่งมาถึงห้องเลย ก๊อกๆๆ เปิดประตูเห็นเขา ยังคิดในใจ...เราไม่ใช่เพื่อนกันนะ
                เขาบอกมาเยี่ยมช่า อ๋อ เชิญครับผม แล้วก็ปล่อยให้เขานั่งคุยกัน ช่าไม่ลุกเลย เอาหมอนปิดท้อง เรารู้ว่าเขามาเช็ค ไม่แปลก คุณเป็นลูกผู้หญิงด้วยกัน ก็ทำสิ
                หลังจากนั้นเราก็มานั่งปรึกษากัน ป้ามาช่าอยู่อิตาลี ป้าผมอยู่ฝรั่งเศส นั่งรถไฟถึงกันได้ จึงตัดสินใจส่งเขาไปที่โน่น โดยทุกอย่างเราออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะฝรั่งเขาเป็นฝรั่งแท้ๆ ไม่มีป้า หลาน อา น้อง ไม่มี กินอะไรจ่ายไป โทรไปไหน จ่ายไป คนกวาดบ้านไม่หุงข้าว คนหุงข้าวไม่กวาดบ้าน คนล้างรถล้างรถอย่างเดียว ไม่ตัดต้นไม้

โทร.หากันบ่อยมั้ยคะ
                เกือบทุกวัน ส่วนใหญ่จะโทรตอนดึกๆ ตีสองตีสาม เพื่อจะให้ช่าตื่นแล้วกินเยอะๆนะ ผมส่งแผ่นแจ๊สไปให้ฟัง อยากซื้ออะไร ซื้อเลย อยากกินอะไร กินเลย ช่าเขาเขียนอะไรถึงผมเยอะม-า-ก
                วันที่น้องกายเกิดคือวันที่ 5 ธันวาคม พอดี ผมเล่นฟรีคอนเสิร์ตอยู่ที่ท้องสนามหลวง กำลังร้องเพลงอยู่ เฮ้ย...มีโทรศัพท์จากอิตาลี ผมรับสายมา เสียงช่าบอก...พี่หนุ่ย ลูกเป็นผู้ชาย ผมวูบหลุดจากเพลงไปท่อนหนึ่ง ดีใจ ปลื้ม เป็นวันที่ผมรู้สึก ฟูๆ ลอยๆ จนบอกไม่ถูก

ไม่บินไปหาหรือคะ
                ไปไม่ได้ งานจองคิวยาวเหยียด แล้วอย่างที่บอก คือลูกทำให้เราได้คิด เป็นสมัยก่อน ผมก็อาจทิ้งเวทีไปหาเขาเลยก็ได้

แล้วอย่างไรถึงตัดสินใจเปิดเผยล่ะคะ
                ผมสงสารเขา แล้วกลับมา เด็กไม่มีนามสกุลไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอน้องกายเกิดปุ๊บ ผมก็ค่อยๆ แย้มข่าว จุดแรกที่ลงคือ คัทลียา ไทยรัฐ เขียนว่าลูกจ้ำม่ำน่ารัก หล่อเหมือนแม่ คำว่าหล่อเหมือนแม่คือลงตัว อ่านแล้วเป็นต้อง อ๋อ จะเป็นใครไปไม่ได้
                แต่จากจุดนั้นหนังสือพิมพ์ก็จับมาเป็นประเด็นเล่นข่าวกันอีก...พระเอก “ วัยระเริง ” ระเริงนอกจอ (หัวเราะ)
                หนังสือพิมพ์ไปรออยู่หน้าบ้านทั้งวันทั้งคืนและทุกวัน สองเดือนเต็มๆ ที่ผมกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ จนพี่ๆ ที่แกรมมี่แซว เฮ้ย...ไปซื้อถุงสีน้ำตาลมาเจาะรูตรงลูกตา แล้วครอบหัวไว้ดีกว่ามั้ง จะได้ไปไหนได้สบาย
                วันหนึ่ง บ.ก.บันเทิงของเดลินิวส์ก็โทร.มาหา...ขอสายหนุ่ยหน่อย หนุ่ยเชื่ออาเถอะ เปิดทีเดียวปิ๊ง แล้วเขาจะไม่วุ่นวายกับชีวิตหนุ่ยอีก ตกลงอาเดี๋ยวผมไปหาที่โรงพิมพ์เลย

ปรึกษาทางค่ายก่อนหรือเปล่าคะ
                ไม่ได้ปรึกษาครับ แต่สถานการณ์พลิกนะ กลายเป็นเทปขายดียิ่งขึ้น

ชีวิตรักก็ฝ่าฟันอุปสรรคมาตั้งเยอะ น่าจะช่วยกันประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่ง
                ผมคงทำเขาเจ็บมากจนเขาไม่ไหว วันที่เขาขอเลิก ผมได้ขอร้องเขาแล้วว่าเอาใหม่มั้ย แต่เขาคงสูญเสียไปมาก จนไม่อยากจะเริ่มต้นอีกแล้ว

ที่ทำเขาไว้มาก นี่คือด้านร่างกายหรือจิตใจคะ
(อึ้งไปครู่หนึ่ง) อารมณ์ชั่ววูบที่ผมไปทำร้ายเขาก็มี แต่บาดแผลผมก็ไม่น้อย ทะเลาะกันถึงขนาดออกกำลังกันทีไร ผมก็แพ้ทุกที ทีนี้ความเป็นผู้ชายจะให้แก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้น มันไม่ถูกอยู่แล้วที่จะใช้กำลังกับผู้หญิง ชกกันกับผู้ชายก็โอ.เค. ใส่กันสุดฤทธิ์ยังไงก็ได้ แต่แม่ของลูก อย่างมากก็วูบเดียว คงไม่ได้มากกว่าวูบหนึ่งหรอก
                เพราะฉะนั้นข้อใหญ่ใจความที่ทำให้เขาทนไม่ได้ ผมว่าเป็นเพราะเราไม่ดูแลเอาใจใส่เขามากกว่า โดยเฉพาะช่วงห้าปีหลัง ผมยอมรับเลยว่าขาดตรงนี้ไป ผมหละหลวม ไม่ได้ดูแล ในขณะที่เขาเป็นคนโรแมนติก ชอบน้ำหอม ชอบดอกไม้ กินข้าวใต้แสงเทียน หรือจับมือหลับไปพร้อมกันสามคน พ่อ แม่ ลูก ซึ่งไม่ค่อยมี
                แต่ถ้าเขารู้ถึงจิตใจผม เขาจะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ต้องห่วงเลย คุณกับลูกคือทั้งหมดอยู่แล้ว ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะว่าไป ถึงผมไม่เอาใจใส่ ก็ใช่ว่าผมจะไปไหน สิบปีที่ผ่านมาผมนอนบ้านทุกคืน แต่อาจจะยุ่งอยู่กับงานมากไปหน่อย งานคือเบอร์หนึ่ง ที่งานเราดี ประสบความสำเร็จมี คนชื่นชอบ เป็นผลตอบแทนของการที่ผมทำงานอย่างหนัก แต่ทั้งหมดผมก็ให้คุณกับลูก นี่ผมไม่ได้พูดว่าผมไม่ผิดนะ

เวลามีปากเสียงกัน ลูกไม่รู้เห็นด้วยใช่ไหมคะ
                มีครั้งหนึ่งที่เขาเห็นตำตา เขาตกใจมาก ลูกกินขนมอยู่ หนีไปอยู่หลังรถ แล้วกินขนมต่อ แต่น้ำตาไหลพร้อมกับกินขนมไปด้วย มันต่างกันมากเลยนะ ขนมผมเข้าใจ ผมก็เคยเป็นเด็ก ขนมที่อร่อย ผมจะกินไม่เลิกเลยนะ น้องกายก็เป็นแบบผม แต่ร้องไห้ด้วยนี่สิ แย่มาก สุดแย่จริงๆ นับแต่วันนั้น ผมสัญญากับตัวเองเลยว่า ผมจะไม่ทำให้เขารู้สึกอย่างนั้นอีกเลยในชีวิตนี้

ทำไมไม่เลือกวิธีแยกกันอยู่สักพัก
                ผมก็พูดอย่างนั้น ผมบอก งั้นเราแยกบ้านกันอยู่ก็ได้ แต่เอาลูกไว้กับผม เขาบอก แล้วเขาหละ ความรู้สึกของเขาล่ะ
                หลังจากนั้นเขาก็หายไปสามเดือน กลับมาอีกทีพร้อมทนาย วันที่เขาพาทนายมา ผมไม่พูดอะไรเลย แต่เจ้าทนายกลับขู่ผมว่า...ถ้าคุณไม่เซ็นใบหย่านะคุณอำพล อาจจะต้องมีการฟ้องร้อง
                เขาคงคิดว่าผมถึกควายทุยมาจากไหนไม่รู้ หรือคิดว่าผมเบ๊อะบ๊ะชอบแต่ความรุนแรง ไม่รู้เรื่องอะไร เขาร่างสัญญามาพร้อม ผมไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยไง ไม่เคยคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผมเลย ก็เอาไปสิ อยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ แต่ข้อที่ต้องแก้มีข้อเดียวเท่านั้น คือลูกต้องอยู่ในการปกครองของผมและคุณ แก้เลย ไม่งั้นผมไม่เซ็น ทนายก็เขียนแก้ให้ ผมเซ็นแกร๊ก จบ

หลังจากนั้นมีผู้หญิงอื่นอีกไหมคะ
                ไม่มีฮะ ผู้หญิงที่มาชอบผมก็มีบ้าง คนที่ผมจะชอบกับเขาเกือบมีแล้วนะ แต่คิดอีกที ไม่เอาดีกว่า ผมรู้จักตัวเองแล้วตอนนี้ รู้ว่าเราไม่มีทางแบบกึ่งๆ ได้ ต้องรักจริงถึงจะแต่ง อย่าลืมว่าพอมีความสัมพันธ์ทางเพศก็ต้องมีลูก พอมีลูก แล้วน้องกายล่ะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ใครจะคบกับผม ก็เป็นเพื่อนกันไปแล้วกัน
                ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่รักอะไรใครอีก แต่ชั่วโมงนี้ผมยัง ยังหาบทไม่เจอเลยว่า อ๋อ...รูปแบบของการแก้ไขที่แท้จริงในการปฏิบัติต่อครอบครัวคืออะไร จะให้เริ่มใหม่หรือ ก็เพิ่งเลิกกันไปหมาดๆเอง ที่จะคัมมิ่งซูน คงไม่ไหวมั้ง

เป็นเพราะหวังว่าจะกลับไปคืนดีกันหรือเปล่าคะ
                ผมคิดว่าคงไม่ เพราะมีผู้ชายขึ้นมาคนหนึ่ง ซึ่งผมอยากถามเขาจังเลยว่า...ผู้หญิงมีเป็นล้านๆ คน เงินคุณก็มี ทำไมคุณไม่เลือกคนอื่นวะ

การดูแลลูกแบ่งกันอย่างไรคะ
                โดยการตกลง ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของผม แต่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ส่วนใหญ่ผมก็ไม่ค่อยว่าง ใช้วิธีให้พ่อแม่ไปรับ ปิดเทอมก็จะแชร์กันคนละครึ่ง ครึ่งหนึ่งอยู่ระยองเลย
                ผมมั่นใจทางครอบครัวของผม เรื่องความรักนี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตอนนี้เขาต้องจ้างคน 3 – 4 คนเพื่อดูแลลูก คนหนึ่งสอนการบ้าน คนหนึ่งทำกับข้าว คนหนึ่งพาไปไหนมาไหน ผมไม่โทษเขา ผมสงสาร แต่ชีวิตต้องมีสายสัมพันธ์ มันถึงจะอบอุ่น
               
น้องกายพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้างคะ
                เขาไม่เคยพูด อาจจะเป็นเพราะตอนนี้เขายังเล็ก ความรู้สึกรุนแรงยังไม่เกิด แต่ผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องตั้งแต่ศูนย์จนถึงเก้านี่สิที่ต้องคอยดูแล แค่น้องกายพูดน้อยลง นิ่งขึ้นเป็นชั่วโมง ผมจะรู้สึกแล้ว คิดแทน สอดความรู้สึกของเราเข้าไปในตัวลูกเลยว่า เขาคิดอะไรอยู่

รู้สึกว่าต้องชดเชยอะไรให้เขาไหมคะ
                ผมก็ให้เขาหมดอยู่แล้ว ปู่ย่าบอกว่า ทั้งหมดของท่านคือของพ่อ แต่ทั้งหมดของพ่อก็คือของลูก เพราะฉะนั้นทั้งหมดของลูกจะให้ใคร อยู่ที่เขาตัดสินใจ
                นี่ก็พยายามจะให้เขาเรียนรู้ชีวิตกลางแจ้งให้มาก เล่นสกี ดำน้ำ ผมอยากให้เขาแข็งแกร่ง ต้องการให้เขายืนอยู่ได้ ให้เขารู้สึกว่า สมมติไปออกค่ายกับเพื่อน ยูต้องเกาะแขนหัวหน้ากองไปตลอดหรือเปล่า หรือว่าหัวหน้ากองอาจจะต้องหันมามองใครสักคนเพื่อไปหาไม้มาทำเสาเต็นท์ เขาอาจจะชี้มาที่ยูก็ได้
                ฉะนั้นเข้าไปในป่าต้องรู้นะลูก ไอ้ลูกกลมๆที่มันโผล่มาตามใบ อันไหนกินได้ กินไม่ได้ ไม่ใช่กินซี้ซั้ว ชักนะ เมาดิ้นนะ เขาต้องรู้น่ะ อะไรที่นกกินได้ คนกินได้หมด ผมจะสอนเขาในเชิงนี้ ส่วนเรื่องมรรยาทในที่สาธารณะ เช่น เวลาไปห้างสรรพสินค้า ขากถุยไม่ได้ หรือวางช้อนส้อมดังเพล้งไม่ได้นะ นั่นแม่เขาจะสอนเอง

ย้อนกลับไปเรื่องงานเพลงบ้าง หนุ่ยบอกว่าเป็นศิลปินเดี่ยวยอดขายดี แต่ไม่มีความสุข เพราะอะไรคะ
                มีปัญหากับวงแบ๊คอัพครับ ยอมรับว่าช่วงนั้นความรู้สึกข้างในใจผมนี่แย่ไปหมด เล่นคอนเสิร์ตอยู่เชียงใหม่ โอ้โห...คนแน่นจนไม่มีที่ยืน แต่พอเข้าที่พัก ปิดประตูห้องปุ๊บ เหงามากเลยน่ะ ไม่มีเสียงเอ็ดตะโร เสียงคุย สมัยก่อนที่เป็นไมโครจะมีคนเปิดประตูอยู่นั่นละปึ้งปั้ง ไอ้หนุ่ยทำอะไร ผมก็จะเดินไปห้องโน้นห้องนี้ มึงทำอะไรกัน มันมีบรรยากาศของความวุ่นวาย
                แต่พอเราเป็นเดี่ยว มันโดดเดี่ยวมากๆเลยนะ เพราะหลังจากปิดประตูห้องปัง มันจะเงียบอย่างนั้นเลย ถ้าผมไม่พูด ทั้งห้องจะได้ยินแต่เสียงแอร์ ผมทนอยู่ในสภาพนั้นสามปีมั้ง ไม่ไหว
                ทีนี้เคยได้ยินว่า ถ้าเดินไปตึกที่ไมโครอยู่กัน เขาจะชกเรานี่หว่า ทดสอบดีกว่า มันรักเราหรือเปล่า ถ้ามันโกรธเกลียดเรา มันต้องชกเรา แล้วถ้ามันชก กูก็สู้ละวะ

ดื่มย้อมใจไปก่อนหรือเปล่าคะ
                นิดหน่อยครับ (หัวเราะ) แล้วขับรถไปที่ตึกนั้น ตึกประตูน้ำเดิมออริจินัลนั่นแหละ ผมตรงไปเคาะประตูห้องอ้วนก่อน ก๊อกๆ เงีบย เอ๊ะ...มันได้ยินหรือเปล่าวะ แต่ไฟเปิดอยู่ ผมเปลี่ยนเป็นรัวกำปั้นเลย ปั้งๆ อ้วนกระชากประตูเปิด ใส่กางเกงบอลตัวเดียว ผอม ผมยาวฟูเป็นสิงโต มองผมนิ่ง
                คิดในใจ...ทำไมเซอร์ยังงี้วะ อ้วนถาม...มึงมาทำอะไร ผมเลยผลักเขาเข้าไปในห้อง ปิดประตู เขาก็มองผมงงๆว่าจะมาไม้ไหน
                ผมถามเขาว่า สบายดีหรือเปล่า แต่สายตาก็สอดส่ายดูสภาพในห้อง เสื้อแขวนไม่เป็นที่ โยนกองๆไว้ เหรียญบาทเต็มถาด มองๆดูแล้ว เศร้าๆโทรมๆยังไงไม่รู้
                ผมพูดไปตรงๆ ว่าอยากจะเล่นดนตรีกันอีก เขาถามว่าทำได้หรือวะ ได้สิ ถ้ามึงเอา กูเอา พอตกลงกันได้ ผมเดินเรื่องเซ็ทวงใหม่เลย

ถ้าจำไม่ผิด ก็กลับไปเป็นไมโครอยู่ไม่นานนี่คะ
                เล่นได้ประมาณ 10 โชว์เท่านั้น โชว์ที่สิบล่ม เล่นที่แดนเนรมิต เพลงที่ 6 ล่มแล้ว อ่อนซ้อม มันไม่ใช่ว่าล่มจากใคร แต่เป็นการล่มทั้งวง
                แต่ผมยิ้มนะ เลิกคอนเสิร์ตผมยิ้ม รู้สึกว่าต้องโทษตัวเองก่อน ต้องแยกให้ได้สิ เรื่องเพื่อนกับเรื่องอาชีพ อาชีพคือคนดูต้องการให้คุณร้องเหมือนเทปหรือดีกว่าเทป จะต้องได้แค่สองคำนี้ ไม่ใช่ ในเทปมันร้องอย่างนี้หรือ มันล่มนี่หว่า เล่นไม่จบ ไม่ได้ อย่างนี้ คุณกำลังทำร้ายอาชีพตัวเอง กำลังทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง
                ที่ผมให้เพื่อนไม่ใช่เป็นเรื่องของคนดี เป็นเรื่องของสัญชาตญาณมนุษย์ คนเราลืมทุกอย่างได้ ถ้าลืมกำพืดละเสร็จเลย ผมให้เพื่อนจนวันที่เล่นล่ม จึงรู้สึกว่าหยุดเถอะ เรายังให้เงินเพื่อนยืมได้ แต่เราให้คนเลิกซื้อตั๋วคอนเสิร์ตเราไม่ได้ คนยังอยากดูคอนเสิร์ตเราอีกต่อไป หยุดวันนี้ เขายังสงสัยว่าไปไหนกัน แต่ถ้าเล่นจนคนเลิกซื้อตั๋วคือจบ

ที่อ่อนซ้อมเพราะอะไรคะ
                ไมโครสมัยก่อนเราอยู่ด้วยกัน ตึกเดียวกัน ซ้อมด้วยกันทุกวัน แต่พอแยกวงไปออกเทปต่างหาก รวมแล้วความถี่ที่จะมาซ้อมด้วยกันเลยน้อย โชว์ที่สิบถึงล่ม
                หลังจากหยุดเล่นไป มันเหมือนกับต่างคนต่างนิ่งขึ้นนะ ผมเองก็ไม่ได้ไปออกเทป ออกมาอีกทีคือ “ ไอดีการ์ด ” แล้วก็หยุดเลย สามปีแล้ว ไมโครก็หลังจาก “ ทางไกล ” ปุ๊บ ก็ไม่มีอีกเลย นั่นคือต่างคนต่างไม่มีเทปทั้งคู่ วงจรชีวิตดูจะห่างกันออกไปเรื่อยๆ
                จนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ปูโทร.มาหา บอกว่าอู๊ดตายแล้ว
                ในงานศพที่วัดในซอยรางน้ำ กบยืนอยู่ฟากโน้น ผมยืนอยู่ฟากนี้ เมรุเผาศพอยู่ตรงกลาง ใส่แว่นดำทั้งคู่ ทุกคนวางดอกไม้จันทน์กันหมด คนสุดท้ายลงจากเมรุไปแล้ว แต่เรายังยืนมองกันอยู่ จนสัปเหร่อมาเก็บกระดูก
                สุดท้ายผมไปนอนคิดคืนนั้นว่า ผมอายุสามสิบหก ไมโครเริ่มตอนผมอายุสิบแปด จากนี้ไปเราอยากทำอะไรมั้ยเพื่อทดแทน เดี๋ยวก็ต้องมีอีกคนตายแล้วก็อีกคนตาย เราจะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าทำก็คือแบบเดิมๆ ผมร้องให้ มึงก็เล่นกีตาร์ไป เรื่องวงเป็นเรื่องของคนหกคน ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่อำพลดังสุดแล้วจะรวมได้ ทุกคนต้องพร้อมใจกัน

ตอนนี้สมาชิกในวงแต่ละคนเขาทำอะไรกันบ้างคะ
                ความสามารถคนเราไม่เท่ากัน อันนี้เป็นธรรมชาติ คนที่มีความสามารถสูงหน่อยก็ไปเป็นมือปืนรับจ้างอะไรก็ได้อยู่ คนที่มีความสามารถน้อยลงมาหน่อยก็อาจจะหาไซด์ไลน์อื่นทำไป แต่ว่าเราจะทำอะไรกับคำว่าไมโครหรือไม่ ในเชิงของแบรนด์  การวิเคราะห์ที่จะจบชีวิตของวงดนตรีไมโครลงไปนี่ จะทำอะไรกับมันอีกมั้ยล่ะ ไม่ทำอะไรเลยก็ได้
                ส่วนตัวผมเอง ตอนนี้ทำงานเพลงส่วนตัวอยู่ คิดว่าปลายปีนี้คงได้ฟังแน่นอน งานหนังงานละคร ตอนนี้มี “ โคลนนิ่ง คนก๊อปปี้คน ” ของอาร์เอส.ฟิล์ม รับเพราะพี่อังเคิล (อดิเรก วัฏลีลา) กับพี่ปุ่น (ปิติ จตุภัทร) เป็นคนทำ ส่วน “ มือปืน ” เป็นบทที่ผมอยากเล่น “ อั้งยี่ ” นี่รับเพราะเป็นหนังร่วมลงทุนกับต่างชาติ ผมต้องการลองหาประสบการณ์ดู เรื่องสุดท้ายที่รับ “ พระสุริโยทัย ”อยากเล่นเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลผม

เรียกว่ามีเหตุผลในการรับทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าอำพลต้องหันกลับมาแสดง เพราะมีปัญหาเรื่องเงินนะคะ
                แต่รวมๆ แล้วรายได้ยังต้องมีสิครับ ผมคงไม่เล่นให้ฟรีๆแน่ (หัวเราะ) แต่ยังไงผมก็ต้องเลือกงานที่ทำแล้วได้ฟีดแบ็คดีๆ ให้คนดูคนฟังเห็นว่าเรามีความพยายาม เพราะนี่เป็นเรื่องของชื่อ ความศรัทธาของงาน แรงศรัทธาของคนดูคนฟัง นามสกุลเราอีก ลูกเราอีก เป็นสิ่งที่ต้องคิดถึงทั้งนั้น
               
คงเพราะเหตุผลนี้ ที่ทำให้หนุ่ยกลับมาอีกครั้งได้อย่างงดงาม
                ขอบคุณมาเลยครับ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผมไม่กล้าทรยศคนดู ผมมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะคนดู คนฟังเพลงแท้ๆ

กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาความนิยมเอาไว้ได้นี่สิที่ยากกว่า

และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า...เขาทำได
้  


************************************************************

ที่มา : หนังสือ แพรว ปีที่ 20 ฉบับ 474 25 พฤษภาคม 2542