“ เทปคือสิ่งที่ต้องทำไปอีกนาน แต่หนังจะเล่นบทที่ชอบเท่านั้น”

ที่ไปเล่นหนัง ‘ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม’ (เปี๊ยก โปสเตอร์-กำกับ) เป็นยังไงบ้างคะ
“ เรารับบทเป็นนักข่าวอาชญากรรมนะ แต่ว่าหนังไม่ได้เป็นแนวแบบ...สืบสวนอาชญากรรมอะไรเลย”

ทำไมชื่อเรื่องถึงออกมาในโทนอย่างนั้น
“ จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมไง คือ เป็นเรื่องระหว่างศิษย์กับครู
ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันสมัยเด็กๆ อะไรอย่างนี้ เป็นหนังที่เราคาดว่า...นี่เป็นความคิดจากเราคนเดียวนะ...อา(เปี๊ยก)
แกคงต้องเสนอความประทับใจบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องครูกับศิษย์มากกว่าที่จะไปนำเสนอเรื่องเพื่อส่วนรวม”

แล้วกับบทนักข่าวที่ไปรับนี่เป็นยังไงบ้าง
“ เราก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวอาชญากรรมนะ ต้องเป็นคนแบบชีพจรลงเท้า ต้องแสตนด์บาย (stand by) ต้องไปทุกแห่ง
เพื่อหาเนื้อข่าวอะไรอย่างนี้ เข้าใจ-ตรงนี้ก็เหมือนเรานะ เราก็ตระเวนไปทั่วๆ เหมือนกัน เพื่อหาวัตถุดิบมาทำงานดนตรีก็ว่ากันไป”

เป็นยังไงมายังไงถึงได้กลับไปร่วมงานกับอาเปี๊ยกอีกครั้ง
“ คือแกเรียกผมนะ ที่ผมรู้คือแกเรียกผมไป เออ-มารับบทหน่อยสิ ก็-ยินดีเลย ยิ่งพอได้เริ่มถ่ายทำไปพักแป๊บนึง
เราก็ได้ยินเสียงแบบว่า อาแกไปหาใคร ทุกคนก็ปฏิเสธแก ไม่ใช่ทุกคน
คือหมายถึงว่าบางคนที่แกไปหานี่...เฮ้ย-คนชื่อเปี๊ยก โปสเตอร์ ไม่มีเครดิตกับวงการภาพยนตร์ไทยเลยหรือ”

บางคนอาจจะมองแกว่าเป็นคนรุ่นเก่าแล้ว
“ เออ-อะไรอย่างนี้ ซึ่งผมยืนยันตรงนี้ได้เลยว่า ถ้าไม่มีเปี๊ยก โปสเตอร์นะ
คุณก็จะไม่ได้เห็นผมเล่นหนังมาถึงวันนี้หรอก คือเป็นสิ่งที่ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็ได้
จริงๆ แล้ว คนชื่อเปี๊ยก โปสเตอร์นี่ไม่มีเครดิตเลยเหรอวะ”

ถ้าเทียบกับตอนเล่น ‘วัยระเริง’ (หนังเรื่องแรกของ อำพล กำกับโดยเปี๊ยก)
กับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ทำงานกับอาเปี๊ยกแตกต่างกันมั้ย

“ คือหลังจากที่ทำงานกับแกในเรื่องแรก เราก็ไปทำงานมาเยอะ พอกลับมาหาแกคราวนี้
ก็ยืนอยู่บนฐานของมืออาชีพเลย ตรงเวลา ใส่ใจในการทำงาน ให้ความร่วมมือในทุกๆ แบบที่ผู้กำกับต้องการ
นี่คือ วิถีทางที่ผมจะกระทำให้แกได้ แกเองก็ทำงานมาไม่ใช่น้อย
ในความตั้งใจของการทำงานอย่างแกนี่ มันก็ต้องมีวันที่ ให้แกรู้สึกแบบ
มีการตอบรับจากบุคลากรที่แกได้สร้างมาบ้าง ใช่มั้ย
แกสร้างอะไรต่ออะไรให้วงการตั้งเยอะ วันนึงที่แกรู้สึกว่า
จะทำงานซักชิ้นแกจะหาความร่วมมือจากบุคลากรในวงการไม่ได้เลยเชียวหรือ?
ข้านี่นะโว้ย นักแสดงตุ๊กตาเหมือนกันโว้ย ข้ายินดีรับโดยไม่ต้องอ่านเรื่องเลย
คือวันที่แรกที่ผมไปแล้วตัดสินใจรับ ผมยังไม่รู้เรื่องเรยว่าเรื่องเล่นยังไง (หัวเราะ)”
ซึ่งถือว่านอกเหนือกฎเกณฑ์
“ ใช่ เพราะธรรมดาเราต้องขออ่านบทก่อน”

เพราะคำว่า ‘เปี๊ยก โปสเตอร์’ คำเดียว
“ เอาง่ายๆ ถ้าไม่มีแก ก็ไม่มีผม”

แล้วก็มีข่าวว่า หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ หนุ่ยก็ไปเรียนทำหนังกับคุณเปี๊ยก
“ อาเปี๊ยกแกทำงานมาเยอะน่ะนะ แกตอบคำถามได้เกือบทุกข้ออยู่แล้ว ในวิถีการทำงาน
ในการถ่ายทำ ที่แกเปิดโรงเรียนนี้ เรารู้สึกว่าแกคงอยากถ่ายทอดให้เด็กๆ ได้รู้มากกว่า
แต่วิธีที่ผมไปเรียนนี่ ไม่ใช่ไปนั่งเลคเช่อร์”

แบบครูพักลักจำอะไรแบบนั้น
“ แบบนั้น- -ทำไมอาต้องทำอย่างนี้ ทำไมถึงจับมืออย่างนั้นล่ะ แกก็จะตอบเป็นเทือกๆ
ตอบแบบไม่ใช่ตำราตอบนะ ตอบนี่คือนึกเรื่อง แล้วตอบเลย คือเหมือนกับว่า
แกตอบจากประสบการณ์ที่แกทำงานมามากกว่า ไม่ใช่ตอบเพราะว่าเป็นครู แต่ถึงแกไม่บอกว่าแกเป็นครู แกก็เป็นอยู่แล้ว”

แล้วหนังอีกเรื่องที่ชื่อ ‘ณ สุดขอบฟ้า’ ที่มีข่าวว่าหนุ่ยไปเล่นเป็นคนตาบอด
“ ณ สุดขอบฟ้านี่ทำก่อนยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอีก”

หนังของใคร พอจะพูดให้ฟังหน่อยได้มั้ย
“ นายทุนนี่ผมรู้จักเขาในนามคุณแดงแค่นั้น แต่ว่าผู้กำกับนี่เคยร่วมงานกันมาสิบปีแล้ว
แสนยานุภาพ สังขะวณิช ช่วยกำกับเรื่องน้ำพุไงฮะ เอาเรื่องสั้นมาคุยกันก่อน เฮ้ย-เรื่องมันเป็นอย่างนี้ๆๆ”

คือเท่าที่รู้นี่-รู้ว่าเล่นเป็นคนตาบอดเท่านั้น
“ นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเลย คือเราเองเราดูเพนโทไมม์ (pantomime) มาเยอะนะ
ทั้งของฝรั่งของไทย ซึ่งเราก็ไม่เคยเล่นเลยนะ แต่มันคือหนึ่งสไตล์ของการแสดงไง
ทั้งชีวิตเราไม่เคยเล่นเลยนะ ก็ลองดู ”

ท้าทายมากสำหรับนักแสดง
“ ใช่ และเราก็จับจ้องกันมานานแล้วว่าจะได้ร่วมงานกันสักทีในแบบที่เป็นกันเอง
วันหนึ่งนายทุนก็ยินยอมให้เขาทำ เขาก็มาเจอเรา พอเจอกับเราวันแรกก็บอกว่า
‘เฮ้ย-มึงต้องเล่นเรื่องนี้ แม่งที่สุดของภาพยนตร์เลย’ คือจริงๆ แล้วเราคิดว่าคำว่า ‘ที่สุด’ มันไม่มีหรอก
แต่เราก็สงสัยว่า เอ๊ะ-ทำไม พี่ที่เราเชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ พูดคำว่า ‘ที่สุด’ ออกมาได้
ก็คงเพราะคาดหวังเอาไว้มาก เราก็เอาไปอ่านเลย - พี่เอาเรื่องมาอ่านก่อนแล้วกัน
ก็ยังขึ้นอยู่หัวข้อเดิม คือต้องรู้เรื่องก่อนถึงจะรับ ผมก็เอาไปอ่าน เรื่องดีนะ เรื่องโอเคเลย
ทีนี้มันจะอยู่ที่นักแสดงกับไดเร็คชั่น (direction) กับโปรดัคชั่น (production)
ว่ามันน่าจะเสนอให้มัน...สมจริงสมจัง (เน้นเสียง) เป็นจริงเป็นจังหรือเปล่า”

แล้วเรื่องมันเป็นยังไง
“ คือ ณ สุดขอบฟ้า นี่เป็นเรื่องของคนตาบอดคู่หนึ่ง คนหนึ่งนี่บอดโดยธรรมชาติ
อีกคนหนึ่งบอดโดยอุบัติเหตุ คนที่บอดอุบัติเหตุนี่เคยเห็นทุกอย่างมาก่อนแล้วมาบอด
แต่ไอ้คนที่บอดโดยกำเนิดนี่ ไม่เคยเห็นอะไรมาเลยนะ ทีนี้พอคนที่บอดอุบัติเหตุนี่ได้เข้าไปอยู่ในโลกมืดด้วยกันกับคนที่มืดมาแต่กำเนิด
ก็เริ่มรู้สึกว่า เอ๊อะ-คนที่มืดโดยกำเนิดนี่มันมีโลกส่วนตัวอยู่เหมือนกัน เป็นโลกที่แบบว่าสะอาดน่ะนะ
วันหนึ่งเมื่อคนที่บอดโดยอุบัติเหตุรักษาตาหายแล้ว ก็กลับมาเจอสภาพสว่าง
รู้สึกว่า เฮ้ย-สภาพสว่างนี้แม่ง ไม่เวอร์ค (work) เว้ย”

อยู่ไม่ได้
“ เลอะเทอะ ก็ตกลงยินยอมที่จะมาอยู่ในโลกมืดด้วยกัน แต่มันก็ไม่สมหวังไปทั้งหมดในชีวิต
พอกลับมาสู่โลกมืดด้วยกันปุ๊บ คนตาบอดคู่นี้ถูกแยกออกจากกัน
แล้วก็จบด้วยความเป็นธรรมชาติว่า เฮ้ย-ไม่มีอะไรแน่นอนเลยซักอย่าง”

หนุ่ยเล่นเป็นคนไหน
“ เราเล่นเป็นคนที่บอดมาแต่กำเนิด คือตาบอดคู่นี้เป็นผู้ชายกับผู้หญิงจะ บทที่เราเล่นนี่บอดแต่กำเนิด
ซึ่งยากมาก เพราะเราเป็นคนตาสว่างมาตั้งแต่กำเนิด (หัวเราะ)”

แล้วทำยังไง
“ ผมใช้วิธีสตั๊ดดี้ (study) จากคนที่เขาบอดจริงๆ ในหน่วยของครูบาอาจารย์ แล้วก็ในหน่วยของคนตาบอดที่เป็นนักเรียน”

หนังทำไปเยอะหรือยัง
“ อู้หู-ถ่ายไปตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว สามสิบเปอร์เซ็นต์ที่ยังเหลือที่มันต้องหยุดเพราะว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของเพลง
คือจะมีหลายพาร์ท (part) เลยที่ตัวพระกับตัวนาง ‘เมคเลิฟ’ กันด้วยการเล่นดนตรี”

ใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อ
“ ฮะ แบบ ‘เมคเลิฟ’ กันเลยนะ รักกันน่ะ มันเป็นเสียงของเปียโนกับขลุ่ย
เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เราแม่งเป็นนักขลุ่ย แล้วตัวนางนี่เป็นเปียนิสท์ เพราะฉะนั้นเวลาจะถ่ายทำอะไรอย่างนี้
จะต้องอาศัยเมโลดี้และโครงสร้างของเพลงมากำหนดภาพ ไม่ใช่ให้เราอิมโพรไวซ์ขึ้นมาเอง ว่าทำอย่างนี้ซิ ทำไม่ได้”

ส่วนที่เหลือนี่ต้องไปทำดนตรีมาก่อน ว่าอย่างนั้น?
“ ต้องเอาดนตรีมา ในฐานะที่เราเป็นนักแสดงมืออาชีพนี่ เราสามารถ...พอที่นะกล้อมแกล้มให้มันซิ้งค์ (sync)
ได้จัดวางทำหรืออะไรสักอย่างกับผู้รู้จริงๆ แล้วก็ถ่ายทำให้มันเกิดความเป็นเรียลิสติค(realistic)
ให้มันมีความเหมือนจริง คนจะได้เชื่อในเรื่องอารมณ์ไปด้วย”

แล้วดนตรีนี่ให้ใครทำ
“ เราได้ยินมาว่าสุรชัย หรือใครสักคนหนึ่ง”สุรชัย จันทิมาธร
“ อะไรอย่างนั้นน่ะนะ อันนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ”

แล้วตัวผู้หญิงนี่ใครเล่น
“ ลูกสาวคุณรอง เค้ามูลคดี (ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี)”

ที่ไปเล่นเรื่องมือปืน 2 ของท่านมุ้ย (มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)
“ ใช่นั่นแหละ เล่นเป็นนางเอก”

แว่วๆ มาว่าจะไปร่วมงานกับชูชัย องอาจชัย (ผู้กำกับเรื่อง ‘ต้องปล้น’) ในหนังเรื่องใหม่อีก
“ อ๋อ คุยกันไว้หลังจากจบต้องปล้นว่า พี่ (ชูชัย) ไปทำบทนะ
คงเป็นบู๊แอ็คชั่นอีกน่ะ เราคุยๆ กันไว้ว่าอยากให้มันสากลไปกว่าเดิมอีก
คือขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง นี่เป็นความอยากของผมคนเดียว พูดให้ไดเร็คเตอร์ (director) ฟัง
มันน่าจะเป็นสากลเข้าไปอีกนะ เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร-ใช่มั้ย? ไม่รู้ว่าที่เขาตกลงเอาแบบไหน
แต่ยังไงก็ต้องอ่าน(บทภาพยนตร์) ก่อน อย่าง ‘ต้องปล้น’ ผมก็อ่านก่อน”

คือเป็นกติกา นอกเหนือจากกรณีของอาเปี๊ยก
“ ฮะ-ของท่านมุ้ย ผมก็เอามาอ่านก่อน ที่ปฏิเสธ ‘มือปืน 2’ ไปนี่ก็อ่านแล้ว
แต่รู้ว่าตัวเองคงไปทำงานกับเขาได้ไม่ดีเท่ากับคนอื่น”

เพราะอะไร
“ เราชอบแสดงบทที่เราชอบน่ะ คือ ได้แสดง ได้นำเสนอ
มีการนำเสนอในหน่วยต่างๆ กัน แต่สำหรับบท นายร้อยตำรวจดนัยใน ‘มือปืน 2’ เราคิดว่ามัน...เอ่อ”
นิ่งไป ?
“ เรารู้สึกว่าให้คนอื่นมาเล่นดีกว่า ทั้งๆ ที่ทั้งชีวิตนี่ผมใฝ่ฝันมากเลยนะว่าจะต้องเล่นหนังกับท่านมุ้ยให้ได้
ทั้งชีวิตนี้ต้องเล่นหนังกับท่านให้ได้ คิดไว้อย่างนี้”

หลังจากปฏิเสธเรื่องนี้ไปแล้ว เรื่องหน้าถ้ามาอีก ก็...
“ แล้วแต่ท่าน ว่าท่านเห็นความเหมาะสมของผมเมื่อไหร่ เรียกเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมมืออาชีพ”

แล้วหนังที่ว่าเขียนบทเอาไว้เอง แล้วทำหาย เป็นยังไงแล้ว
“ อ๋อ ไม่ยากฮะ ผมก็เขียนขึ้นมาใหม่ (หัวเราะ) ”

เรื่องเดิมหรือเปล่า?
“ เรื่องเดิมฮะ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ”

ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
“ คือทำได้เลย แต่สำหรับเจ้าของตังค์ (สตางค์) เขายังไม่แฮ้ปปี้กับเรื่อง เขาว่ามันหนัก”

หนักด้านไหน ชีวิตหรือว่าอะไร
“ ชีวิตฮะ คือชีวิตของผม เก็บจากที่เห็นๆ มา ไม่ใช่จะพยายามมองอะไรมาก่อน ก็ดูจากของที่เห็นมาบวกกับอารมณ์ที่เรารู้สึกร่วมกับมันอยู่
อะไรนี่นะ ก็กำเนิดมันขึ้นมาเป็นเรื่อง แต่ว่าหลายๆ นายทุนก็บอกว่ามันไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ”

เขาให้เหตุผมหรือเปล่าว่าที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เพราะอะไร
“ หลายชิ้นเลย หนึ่งเลยคือเรื่องการวางตัวดารา คือ การวางตัวดาราของเรา เราคิดถึงคาแร็คเตอร์อย่างเดียว
แต่ในเรื่องของการขาย ความจริงมันใหญ่กว่ามาก มันไม่สามารถที่จะมาหนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
มันต้องวิ่งมาหากันตรงกลาง
แต่คนที่ทำงานแล้วดึงนายทุนกับพรีเซนเตอร์ (presenter) มาอยู่ตรงกลางด้วยกันได้
มันหมายถึงคนที่มีพาวเวอร์ (power) แล้วนะ อย่างแรกนี่มึงเป็นใครล่ะ มึงเป็นดาราจะเป็นอำพลก็จริง
แต่ (ในด้าน) ผู้กำกับ มึงทำอะไรมาบ้าง เขาคงไม่หน้ามืด คิดแค่...ความสดในการกำกับเรื่องแรก เอามาเป็นจุดขายหรอกนะฮะ”

ที่วางไว้จะมีใครเล่นบ้าง
“ ที่ผมวางไว้นะ ก็มีขจรศักดิ์ (รัตนนิสสัย) กับ มาช่า (พิม ลำพูน)
เพราะว่าสองคนนี่ทำงานอย่างที่ผมต้องการได้ไง แต่ว่าในสาขาการตลาดแล้วนี่...”

สายหนังว่าไม่ขาย ?
“ เอ้อ-อะไรเทือกนั้นน่ะ (หัวเราะ) หรือว่าขายก็ราคาไม่ดี อะไรสักอย่าง หลายคนก็มาว่า
‘อำพล-แล้วตกลงที่มึงพูดนี่-มึงทำมั้ย’ อะไรอย่างนี้ ทำสิ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ทำแน่ก่อนตาย”

‘มิดไนท์ไก่ตอน’ นี่หนุ่ยก็จะเป็นพระเอก
“ อ๋อ-ผมไม่ได้เล่นฮะ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ผมจะไม่ได้เป็นนักแสดงเลย ผมไม่เล่น
เท่ากับทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน-ไม่ได้ ไม่งั้นใครจะมาสั่งคัท เป็นผู้กำกับด้วย เล่นด้วย
ใครจะมาสั่งคัท (cut) นอกจากผมสั่งคัทตัวผมเอง ผมเทค (take) ตัวผมเอง มันเก่งไป”

พูดง่ายๆ ว่า บทเสร็จ ตอนนี้มีทุนมาก็โอเค
“ ทำได้เลย สี่จุดห้าล้าน (4,500,000 บาท) มาแล้วโป๊ะเลย สี่จุดห้า(ล้าน) นี่
เราคิดไว้อย่างกระเบียดกระเสียนนะ บุคลากรสต๊าฟฟ์ staff ) จะทำงานนี่ขอกันแล้ว”

คิดเอาไว้แล้วหรือยังว่าจะชักชวนใครเข้ามาทำด้วยกันบ้าง
“ มีบางคนที่ค่อนข้างร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเรื่องเวลา
เรื่องค่าตอบแทน เรื่องความชอบส่วนตัว”

สนใจหรือเปล่าว่าต้องเป็นสังกัดใหญ่ ถ้ามีสังกัดเล็กๆ เขาให้เงินนี่ โอเคเลยมั้ย
“ คือจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะไปเข้าอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเกิดว่าทำหนังเสร็จแล้วไม่มีโรงฉายก็ไม่ไหว
ไม่รู้จะทำทำไมนะ วันๆ สู้เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ ดีกว่า”

ดูเหมือนโรงฉายหนังไทยตอนนี้ก็จะมีแต่เอเพ็กซ์กับไฟว์สตาร์
“ นั่นนะซิ ผมอยากได้ไฟว์สตาร์นะ เพราะผมเป็นเด็กไฟว์สตาร์ (หัวเราะ) ”

แล้วทำไมเขาไม่โอเคให้เด็กไฟว์สตาร์
“ คือไฟว์สตาร์เป็นบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์จริงๆ เขาไม่มาวูบวาบ หรือหลงใหล หรือ ร้อน หนาว
ใครดังหรือไม่ดังยังไง กูก็ต้องทำหนังของกูไปตลอดปีตลอดชาติ เพราะฉะนั้นเขาไม่มามายด์ (mind) หรอกว่า
‘เฮ้ย-อำพลมากำกับหนังเรื่องแรก แม่งสดเว้ย...ขาย’ เขาไม่กะขายหนังอำพลเรื่องเดียว เขาขายปีนึงไม่รู้กี่สิบเรื่อง”

พอหมดจากงานหนังตอนนี้ก็มาเข้าห้องอัดทำเพลง ?
“ ถ้าในเวลานี้แล้ว เราคงไม่เอาอย่างอื่นเลยจนถึงปีหน้า ทำเรื่องที่เราชอบให้มันตรงกับใจ
ต้องอยู่กับมันไปเป็นปีๆ อย่างนี้ ถ้ามันยังไม่ถูกใจก็ต้องอยู่ด้วยความเก็บกดใช่มั้ย
ในเมื่อต้องอยู่กับมันเป็นสิบๆ ปีนี่ พาร์ท (part) ผลิตก็ต้องมั่วสุมให้มันรู้สึกชอบไปเลย
เวลาหมดพาร์ทผลิตแล้ว พาร์ทที่จะนำเสนอจะแสดงตจะได้แฮ้ปปี้ทุกๆ โชว์”

อย่างชุดที่กำลังทำอยู่นี้เข้าห้องอัดมานานเท่าไหร่แล้ว (16/11/34)
“ สามเดือนมาแล้ว แบบส่วนใหญ่จะเป็นวันเว้นวันหรือสองวัน
คือวันที่เว้นก็คือวันไปพัก พอพักเสร็จกลับมาก็เข้าห้องอัดทำต่อ”

เหตุผลที่เลือกพี่จ๊อด (กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา) เป็นโปรดิวเซอร์
“ คือแทบจะมองตากันรู้แล้ว มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาใช่มั้ยฮะ เราศรัทธาตัวเขาอยู่
เวลาทำอะไรมันก็ทางเดียวกันไง เราอาศัยวิธีการบอกเล่าความรู้สึกว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร
พี่แกก็จะมาประมวลทั้งหมดและสร้างให้มันเกิดความเป็นจริงขึ้นมาได้ นึกออกมั้ย? นี่คือพาร์ทของการผลิต”

ความเข้มข้นของดนตรีจะประมาณไหน จะประมาณที่หนุ่ยเคยทำกับไมโครหรือว่าจะฉีกแนวออกไป
“ คือที่ทำมาสามชุด (กับไมโคร) มันก็ไม่ใช่จะตรงกับเราทั้งหมดร้อย (เปอร์เซ็นต์)
และก็ไม่ใช่จะตรงกับไมโครทั้งหมดร้อย คือมันเกิดความแตกต่างในทุกๆ วินาที
อย่างกรณีที่เราทำอันใหม่ล่าสุดนี้ (งานเดี่ยวชุดแรก) เราชอบการทำงานของกลอง-เบสส์ อะไรอย่างนี้”

เน้นพวกภาคริธึ่ม (rhythm)
“ เอ้อ-คือเป็นร็อคที่มีริธึ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกฟิล คอลลินส์ พวกอะไรอย่างนี้เราชอบมาก
ในขณะที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีสันผ่านๆ มาเราจะเป็นบอง โจวี่อยู่แล้วละ เราไม่ชอบบอง โจวีน่ะ (เน้นเสียง)...(หัวเราะ)
เบื่อมันมากเลย ก็ทำอะไรในแบบของเราไปซิ ไปเลยบอง โจวีมันก็จะเป็นของมันอย่างนั้นะ เพราะมันเป็นอย่างนั้นไง-ใช่มั้ย? ”

พูดง่ายๆ ว่าของหนุ่ยจะมีภาคริธึ่มเข้มข้นขึ้น
“ ผมอัดกลองจริงนะชุดนี้ ซึ่งต้องขอบคุณพี่จ๊อดด้วย ที่ทำสิ่งที่ผมอยากทำได้ให้เป็นจริง
ก็เหมือนกับเป็นการเพิ่มงานให้กับพี่แกเลย...”

หนุ่ยได้แต่งเพลงอะไรเองบ้างหรือเปล่า
“ ไม่ได้มีส่วนร่วมมากมายเท่าไหร่ ก็พูดคุย (กับคนแต่งเพลง) นิดหน่อย เท่านั้นเอง”

ที่เคยคุยไว้เมื่อสัก 2-3 ปีก่อน ที่ว่าอยากจะเขียนเพลงเองบ้าง
“ ก็ยังอยากอยู่เหมือนเดิม คือในวิถีทางนะ วันนี้นี่ทำ (งานเพลง) อยู่ในระบบมาก
แบบแยกแยะได้เลยนะว่าไอ้วิถีทางการขายเทปเมืองเรากับที่เมืองนอกนี่คนละแบบกัน”

คนละเรื่อง
“ มันคนละเรื่องเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นกลุ่มก้อนได้ขนาดนี้นี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
เป็นเรื่องของคนหมู่มาก (เน้นเสียง) แล้วคนหมู่มากเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะไม่เก่ง เก่งๆ ทั้งน้าน...เราแม่งหางอึ่ง
เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรเหรอ คือ คนที่เขาเก่งให้เขาเขียนเลย คนที่ผลิตเก่งให้เขาผลิตเลย
ในหน่วยของเราทำอะไร-เป็นนักร้อง แล้วก็ไปนำเสนอ ร้องให้ดีๆ เลย
นำเสนอให้มันสื่อสารกับคนหมู่มากให้ได้เยอะๆ นั้นก็คือว่าเปผ้นการทำงานที่ยังไม่ผิดแผก แล
ะในวันต่อๆ ไปที่แก่กล้าขึ้น หรือว่าไม่ต้องติดอยู่ในระบบนี้ ก็ค่อยลุกขึ้น
ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่เราต้องการ ซึ่งบางทีมันอาจจะขายไม่ได้เลย”

แต่ก็จะต้องทำให้ได้ซักวันหนึ่ง
“ เราว่าทุกคนเป็นอยู่แล้วน่ะนะ คือเราเข้าใจระบบ ทำงานอยู่ในระบบ วันนี้ปกเทปก็ยังตีตราแกรมมี่อยู่”

ชุดนี้ใครดูแลเนื้อเพลงให้
“ หลายคนเลย มีพี่เขต (เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์) พี่นิ่ม (กัลยารัตน์ วารณะวัฒนะ)
อาจารย์ป๋อง (อรรณพ จันสุตะ) ด้วย แอม (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร) ด้วย แอมเขียนเพลงดีเลยละ
เขียนแบบเขาจะเข้าใจตัวเราอยู่เหมือนกัน เวลาที่เขาเขียนคำ”

โทนของเนื้อหานี่ประมาณไหน
“ ยังเป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตจริงอยู่”

เรื่องชีวิตประจำวัน มีรัก มีผิดหวัง...
“ มี...(เน้นเสียง) มีเรื่องเกี่ยวข้องกับอารมณ์อะไรอย่างนี้ สังคมยิ่งพัฒนาเศรษฐกิจไปเท่าไหร่
อารมณ์ของคนทั่วๆ ไปยิ่งเปลี่ยน ยิ่งผัน ยิ่งแบบปั่นป่วน ในบางเสี้ยวเหล่านั้น
ถ้าเรารู้สึก รับรู้ แล้วก็ร้องให้มันแบบที่รู้สึกอยู่น่ะนะ...”

คือเต็มที่
“ เอ้อ-ถ้าไม่รู้สึกก็บอก พี่...เขินจังเลย ก็ไม่เป็นมู้ด (mood) แบบรบราฆ่าฟัน
ไม่เป็นแบบนั้นนะ เป็นเรื่องราวของความรู้สึกซะเป็นส่วนใหญ่”

เพลงพวกเพื่อสังคมมีบ้างไหม
“ มีบ้าง ให้มันแบบมีค่าอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าสักแต่ขายอย่างเดียว”

แล้วอย่างทุกวันนี้ หนุ่ยมีครอบครัว มีลูก มีการทำเพลงในลักษณะแบบนี้บ้างหรือเปล่า
“ ผมขอเลยนะ (เน้นเสียง) ตอนนี้ชีวิตได้สัมผัสกับเด็กจริงๆ นะ เกือบจะทุกวัน
เห็นแล้วจริงๆ ว่า เด็กนี่ ปั้นได้ เด็กนี่แต้มได้ แต่งแต้มได้ คืออยากให้มีตรงนี้มากก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมทั้งหมด”

น่าจะมีบ้าง
“ (หัวเราะ) ขึ้นอยู่กับที่ประชุมทั้งหมด บอกว่า ไอ้นี่ต้องทำอะไร ต้องพูดเรื่องอะไร ร้องเพลงที่เป็นเพลงยังไง
อะไรอย่างนี้- -เก่งๆ ทั้งนั้นนะ คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น คนไม่เกินห้าสิบคน คุมหูคนตั้งห้าสิบล้านคู่ ก็ร้อยล้านหู
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร...การทำงานของพี่ๆ ที่แกรมมี่นั้นไว้วางใจได้”

ชุดนี้มีการขีดเส้นเอาไว้มั้ยว่าจะให้เสร็จเดือนไหน
“ ขีดมันไปเรื่อยๆ น่ะ ตอนแรกก็ขีดตุลา ขีดพฤศจิกา ขีดธันวา ก็ยังงงๆ อยู่
ขีดต่อไปเรื่อยๆ ขีดไปอีก มันไม่เสร็จก็ขีดไปอีก”

บริษัท (แกรมมี่) ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเสร็จออกมาขายเมื่อไหร่
“ จริงๆ เขาก็อยากให้มันเป็นตามหลักการเวลา-โฆษณา แต่ว่ามันก็ต้องพึ่งพากันไป
แบบว่ามันยังไม่เสร็จน่ะ คือถ้ามันยังไม่ดี เอาออกไปมันก็เท่านั้น”

ถึงวันนี้ (16 พ.ย. 34) นี่เสร็จไปสักเท่าไหร่แล้ว
“ หกสิบ (เปอร์เซ็นต์) แล้วฮะ หกสิบนี่พี่ (จ๊อด) แกก็เหนื่อยแล้ว”

เรื่องที่ห่างเวที (คอนเสิร์ต) มานาน ทุกวันนี้มีการฟิตตัวหรือถนอมเสียงยังไงบ้างหรือเปล่า
“ คือเราก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นนะ จะไม่เห็นเราไปตรงอย่างอื่น คือปิดหนังหรือว่าเลิกถ่ายหนัง
เราก็ไม่มีอะไรแล้ว ก็มีเพลงนี่ละ วันไหนที่เราถ้าไม่มีหนัง ก็จะเพลงอย่างเดียว”

ธรรมดาถ้าไม่มีงานนี่ปล่อยตัวบ้างหรือเปล่า
“ ก็อยู่ธรรมดา”

กินเหล้าปกติ
“ ดื่มเหมือนกัน ดื่มอยู่ แต่ว่าไม่หักโหม เอาเหงื่อออกบ้าง พอเย็นๆ ก็เอาเหงื่อออก (หัวเราะ)
ขับส่าเหล้า ขับยีสต์-ใช่มั้ย อีกวันนึงก็จะได้เติมเข้าไปอีก แต่ถ้าเติมๆๆ แล้วไม่เอาเหงื่อออก มันไม่ได้ไง
คือมนุษย์นี่มันเป็นระบบธรรมชาติอยู่แล้วว่าต้องถ่ายเทตลอดเวลา เราก็แบบปกติเลย...ดื่มข้างล่างห้องอัดนี่แหละ
(ข้างล่างห้องอัดบัตเตอร์ฟลาย-เดอะ กลาสส์ ผับ) ดื่มเบียร์...เบียร์มาจากข้าวน่ะ”

ที่ผ่านๆ มารู้สึกว่าหนุ่ยค่อนข้างจะเก็บตัว
“ เราไม่ทำอะไรที่เป็นข่าวเลย-ดีกว่านะ”

วันนี้ (16 พ.ย. 34) ทางบริษัทฯ เขาไม่มาชวนไปเป็นศิลปินรับเชิญในคอนเสิร์ตของมาช่าด้วยหรือ
(บ่ายวันนั้นมีคอนเสิร์ต ‘มาช่า มาโชว์’ และศิลปินรับเชิญบนเวทีคือ ก้อง นูโว)
เพราะธรรมดาบริษัทนี้ชอบเอาญาติหรือครอบครัวขึ้นคอนเสิร์ตอยู่นี่
“ คือช่วงนี้ผมหน้าดำ เขาคงไม่เอา (หัวเราะ)”

หนุ่ยบอกเขาไปเองหรือไง
“ แบบผมหน้าดำนะ เขาคงแบบ-หน้าดำ ไม่เอา...เราก็ไม่ค่อยไปด้วยนะเวลาอะไรอย่างนี้ จะปล่อยให้พี่ (จ๊อด)
เขาอยู่ห้องอัดคนเดียวได้ยังไงใช่มั้ย พี่แกทำให้เรานี่ภาระเยอะนะ
แล้วเราก็ต้องการเยอะ พี่แกนั่งแค่เอาหูรับอย่างเดียวนี่หูก็จะเฉาอยู่แล้ว
จะปล่อยให้แกนั่งอยู่ในสตูดิโอคนเดียวได้ยังไง ถึงผมเข้ามานั่งแคะฟันก็ควรจะมานั่งนะ
ไม่ใช่ว่าผมไปโชว์ตัวหรือถ่ายแบบอยู่ พอถึงเวลาก็มาร้อง...แล้วคนทำงานเขาจะรู้สึกยังไง”

นั่งฟังไปคุยกันไปแก้กันไป
“ ฮะ แบบนั้น เอ้า ตอนนี้อยากร้องจังเลย...เฮ้ย ไม่ไหวว่ะ ออกๆๆ ทำงานประสานกันอยู่อย่างนี้”

ก็โชคดีที่มีเวลาในห้องอัดมาก
“ ต้องมาก มันคือเงื่อนไขการทำงานด้วย”

มาถึงตรงนี้ ระหว่างทำเพลงกับเล่นหนังอย่างไหนมีความสุขมากกว่ากัน
“ เทปคือสิ่งที่ต้องทำไปอีกนานเลยนะ จนกว่าผมจะลุกขึ้นแบบผลิตทั้งหมดได้ หรือว่าควบคุม
หรือว่ากำหนดทิศทาง แนวทางงานของตัวเองได้ คือต้องไปถึงวันนั้นให้ได้ ซึ่งมันคงอีกหลายปีมาก
แต่เรื่องหนังนี่คือผมจะเล่นบทที่ผมชอบเท่านั้นแหละ ถ้าอ่าน (บท) แล้วรู้สึกว่า อืม...เห็นจริงเห็นจังกับมัน ก็เล่น”

รายได้ของการเล่นหนังเป็นยังไงบ้าง
“ เป็นรายได้ที่ไม่สามารถดำรงชีพได้นะ ในโพสิชั่น (position)อย่างผม
เพราะผมไม่ได้รับตลอด ปีนึงๆ ผมเล่นหนังน้อยอยู่แล้ว เล่นเพราะว่าอยากเล่น”

แล้วจากเทปล่ะ
“ เทปนี่ผมก็สามปีแล้วนะ ที่ไม่ได้ทำงานใหม่ออกมาเลย แต่อย่างช่วงที่ออกเทป
ก็เรียกว่าพอได้นะเพราะผมรับแสดง (คอนเสิร์ต) เยอะ คือคำว่า ‘เดินสาย’ ไง-รู้จักมั้ย”

เพื่อผลในธุรกิจเทปด้วย?
“ ทางธุรกิจจริงๆ นี่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปเติบโตได้หรอก ออกแสดงเยอะก็เพื่อชีวิตตัวเองด้วย
ผมชอบแสดง ชอบคอนเสิร์ต แล้วก็เพื่อการดำรงชีพของทีมงานด้วย”

ช่วงที่ยังทำงานกับไมโครก็เรียกได้ว่าทัวร์ (คอนเสิร์ต) กันหนัก
“ หนักกว่าเพื่อน หนักกว่าทุกวงในประเทศ เอาอย่างนี้แล้วกัน เชื่อหรือไม่ (เน้นเสียง) เชื่อหรือไม่?”

ตอนนี้พอแยกจากไมโครมานี่ ได้มีการเจอกันบ้างมั้ย
“ เจอกันในตรงที่เจอจริงๆ น่ะนะ ไอ้ที่ไปมั่วสุมเหมือนสมัยก่อน ก็ไม่ค่อยได้ไปแล้วละ
เพราะพวกเขาเองก็ทำงานอยู่นะ ซ้อมกันทุกวัน เพื่อต้องการจะนำเสนองานที่เขาต้องการจริงๆ ผมก็เหมือนกัน
ผมก็หมกหมุ่น มั่วของผมอยู่นี่ ให้มันออกมาตรงอะไรอย่างนี้”

พวกเขามีการบอกอย่าง- -เอ๊ย หนุ่ย มาร้องสักเพลงสองเพลงบนเวที อะไรอย่างนี้บ้างมั้ย
“ อ๋อ มันยิ่งต้องชัดเจนนะ แบบว่า ไมโครเองเขาก็ต้องการอยู่แล้วที่ เฮ้ย-ไม่เกี่ยวกับอำพลไง
ตรงนั้นคือความชัดเจน ถ้าผมไปร้อง นี่ไม่ใช่ล่ะ นึกออกมั้ย...ในขณะที่ผมเหมือนกัน
จริงๆ ผมชอบวิถีการเล่นกีตาร์ของคนเป็นสิบคน แต่ว่าห้าปีที่ผ่านมานี่
ผมทำงานกับเสียงกีตาร์ของกบกับอ้วน (สองมือกีตาร์วงไมโคร)
จริงๆ แล้วผมชอบเสียงกีตาร์ของพี่บูรณ์มากเลย (มือกีตาร์วงฮ้อทชิลลี่)
แต่ไม่ใช่ที่เขาไปเล่นแบ็คอัพอะไรอยู่ ที่เขามาเล่นให้ผมชุดนี้ ผมรู้สึกว่า...แม่งนี่เลย วันนี้ไง วันนี้ผมเลือกได้แล้ว”

สำหรับหนุ่ย ศิลปินเพลงในเมืองไทยนี่ชื่นชมใคร
“ ถ้าล่าสุดนี่ ผมชอบ ‘กัมปะนี’ นะ เขาชัดในตัวเอง เขากันเอง เก่าๆ ก็เหมือนเดิมนะ ไม่ค่อยเปลี่ยนใจ
ถ้าเป็นแบบร็อคแอนด์โรลล์ หรือว่าดนตรีที่สู่สากลก็ต้องเป็น อัสนี (โชติกุล)
ถ้าแบบว่าเพื่อชีวิตนี่ก็ต้องพงษ์เทพ (กระโดนชำนาญ) อันดับหนึ่งในดวงใจผมน่ะนะ ไม่ได้เปลี่ยนใจเลย
รุ่นใหม่ๆ ก็มีปู คำภีร์ อะไรอย่างนี้”

กับลูกชายนี่ได้เล่นบ่อยมั้ย?
“ ทุกวันฮะ ผมไม่มีพยาบาลเลี้ยงลูก ตอนแรกๆ นี่เอาพยาบาลมาเลี้ยง
แต่ตอนนี้ไม่มี คือว่าเขาเลี้ยงสู้เราไม่ได้ เราก็เลยไม่เอาดีกว่า เลี้ยงเอง”

น้องกาย (ชื่อลูกชายเขา) ช่างพูดช่างคุยมั้ย
“ เวลาเราเล่นกีตาร์กับมาช่านี่ เขาก็จะมาช่วยเคาะเคอะร้องเริ้งนะ ร้องผิดคีย์อะไรอย่างนี้
เพราะว่ายังไม่สามขวบ ร้องเริ้ง จับพยางค์มาร้อง สนุกสนานดี ได้เห็นอะไรอีกเยอะเลยล่ะ
พอเรามีตัวเล็กๆ ขึ้นมา อ๋อ-มันกว้างมากเลยนะ ชีวิตมัน กว้างมาก...”

เราพ้นวัยรุ่นไปแล้ว ตอนนี้เราคือคนที่ต้องดูแลคนอื่น