
“ เทปคือสิ่งที่ต้องทำไปอีกนาน แต่หนังจะเล่นบทที่ชอบเท่านั้น”
ที่ไปเล่นหนัง ‘ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม’ (เปี๊ยก โปสเตอร์-กำกับ) เป็นยังไงบ้างคะ
“ เรารับบทเป็นนักข่าวอาชญากรรมนะ แต่ว่าหนังไม่ได้เป็นแนวแบบ...สืบสวนอาชญากรรมอะไรเลย”
ทำไมชื่อเรื่องถึงออกมาในโทนอย่างนั้น
“ จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมไง คือ เป็นเรื่องระหว่างศิษย์กับครู
ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันสมัยเด็กๆ อะไรอย่างนี้ เป็นหนังที่เราคาดว่า...นี่เป็นความคิดจากเราคนเดียวนะ...อา(เปี๊ยก)
แกคงต้องเสนอความประทับใจบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องครูกับศิษย์มากกว่าที่จะไปนำเสนอเรื่องเพื่อส่วนรวม”
แล้วกับบทนักข่าวที่ไปรับนี่เป็นยังไงบ้าง
“ เราก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวอาชญากรรมนะ ต้องเป็นคนแบบชีพจรลงเท้า ต้องแสตนด์บาย (stand by) ต้องไปทุกแห่ง
เพื่อหาเนื้อข่าวอะไรอย่างนี้ เข้าใจ-ตรงนี้ก็เหมือนเรานะ เราก็ตระเวนไปทั่วๆ เหมือนกัน เพื่อหาวัตถุดิบมาทำงานดนตรีก็ว่ากันไป”
เป็นยังไงมายังไงถึงได้กลับไปร่วมงานกับอาเปี๊ยกอีกครั้ง
“ คือแกเรียกผมนะ ที่ผมรู้คือแกเรียกผมไป เออ-มารับบทหน่อยสิ ก็-ยินดีเลย ยิ่งพอได้เริ่มถ่ายทำไปพักแป๊บนึง
เราก็ได้ยินเสียงแบบว่า อาแกไปหาใคร ทุกคนก็ปฏิเสธแก ไม่ใช่ทุกคน
คือหมายถึงว่าบางคนที่แกไปหานี่...เฮ้ย-คนชื่อเปี๊ยก โปสเตอร์ ไม่มีเครดิตกับวงการภาพยนตร์ไทยเลยหรือ”
บางคนอาจจะมองแกว่าเป็นคนรุ่นเก่าแล้ว
“ เออ-อะไรอย่างนี้ ซึ่งผมยืนยันตรงนี้ได้เลยว่า ถ้าไม่มีเปี๊ยก โปสเตอร์นะ
คุณก็จะไม่ได้เห็นผมเล่นหนังมาถึงวันนี้หรอก คือเป็นสิ่งที่ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็ได้
จริงๆ แล้ว คนชื่อเปี๊ยก โปสเตอร์นี่ไม่มีเครดิตเลยเหรอวะ”
ถ้าเทียบกับตอนเล่น ‘วัยระเริง’ (หนังเรื่องแรกของ อำพล กำกับโดยเปี๊ยก)
กับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ทำงานกับอาเปี๊ยกแตกต่างกันมั้ย
“ คือหลังจากที่ทำงานกับแกในเรื่องแรก เราก็ไปทำงานมาเยอะ พอกลับมาหาแกคราวนี้
ก็ยืนอยู่บนฐานของมืออาชีพเลย ตรงเวลา ใส่ใจในการทำงาน ให้ความร่วมมือในทุกๆ แบบที่ผู้กำกับต้องการ
นี่คือ วิถีทางที่ผมจะกระทำให้แกได้ แกเองก็ทำงานมาไม่ใช่น้อย
ในความตั้งใจของการทำงานอย่างแกนี่ มันก็ต้องมีวันที่ ให้แกรู้สึกแบบ
มีการตอบรับจากบุคลากรที่แกได้สร้างมาบ้าง ใช่มั้ย
แกสร้างอะไรต่ออะไรให้วงการตั้งเยอะ วันนึงที่แกรู้สึกว่า
จะทำงานซักชิ้นแกจะหาความร่วมมือจากบุคลากรในวงการไม่ได้เลยเชียวหรือ?
ข้านี่นะโว้ย นักแสดงตุ๊กตาเหมือนกันโว้ย ข้ายินดีรับโดยไม่ต้องอ่านเรื่องเลย
คือวันที่แรกที่ผมไปแล้วตัดสินใจรับ ผมยังไม่รู้เรื่องเรยว่าเรื่องเล่นยังไง (หัวเราะ)”
ซึ่งถือว่านอกเหนือกฎเกณฑ์
“ ใช่ เพราะธรรมดาเราต้องขออ่านบทก่อน”
เพราะคำว่า ‘เปี๊ยก โปสเตอร์’ คำเดียว
“ เอาง่ายๆ ถ้าไม่มีแก ก็ไม่มีผม”
แล้วก็มีข่าวว่า หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ หนุ่ยก็ไปเรียนทำหนังกับคุณเปี๊ยก
“ อาเปี๊ยกแกทำงานมาเยอะน่ะนะ แกตอบคำถามได้เกือบทุกข้ออยู่แล้ว ในวิถีการทำงาน
ในการถ่ายทำ ที่แกเปิดโรงเรียนนี้ เรารู้สึกว่าแกคงอยากถ่ายทอดให้เด็กๆ ได้รู้มากกว่า
แต่วิธีที่ผมไปเรียนนี่ ไม่ใช่ไปนั่งเลคเช่อร์”
แบบครูพักลักจำอะไรแบบนั้น
“ แบบนั้น- -ทำไมอาต้องทำอย่างนี้ ทำไมถึงจับมืออย่างนั้นล่ะ แกก็จะตอบเป็นเทือกๆ
ตอบแบบไม่ใช่ตำราตอบนะ ตอบนี่คือนึกเรื่อง แล้วตอบเลย คือเหมือนกับว่า
แกตอบจากประสบการณ์ที่แกทำงานมามากกว่า ไม่ใช่ตอบเพราะว่าเป็นครู แต่ถึงแกไม่บอกว่าแกเป็นครู แกก็เป็นอยู่แล้ว”
แล้วหนังอีกเรื่องที่ชื่อ ‘ณ สุดขอบฟ้า’ ที่มีข่าวว่าหนุ่ยไปเล่นเป็นคนตาบอด
“ ณ สุดขอบฟ้านี่ทำก่อนยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอีก”
หนังของใคร พอจะพูดให้ฟังหน่อยได้มั้ย
“ นายทุนนี่ผมรู้จักเขาในนามคุณแดงแค่นั้น แต่ว่าผู้กำกับนี่เคยร่วมงานกันมาสิบปีแล้ว
แสนยานุภาพ สังขะวณิช ช่วยกำกับเรื่องน้ำพุไงฮะ เอาเรื่องสั้นมาคุยกันก่อน เฮ้ย-เรื่องมันเป็นอย่างนี้ๆๆ”
คือเท่าที่รู้นี่-รู้ว่าเล่นเป็นคนตาบอดเท่านั้น
“ นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเลย คือเราเองเราดูเพนโทไมม์ (pantomime) มาเยอะนะ
ทั้งของฝรั่งของไทย ซึ่งเราก็ไม่เคยเล่นเลยนะ แต่มันคือหนึ่งสไตล์ของการแสดงไง
ทั้งชีวิตเราไม่เคยเล่นเลยนะ ก็ลองดู ”
ท้าทายมากสำหรับนักแสดง
“ ใช่ และเราก็จับจ้องกันมานานแล้วว่าจะได้ร่วมงานกันสักทีในแบบที่เป็นกันเอง
วันหนึ่งนายทุนก็ยินยอมให้เขาทำ เขาก็มาเจอเรา พอเจอกับเราวันแรกก็บอกว่า
‘เฮ้ย-มึงต้องเล่นเรื่องนี้ แม่งที่สุดของภาพยนตร์เลย’ คือจริงๆ แล้วเราคิดว่าคำว่า ‘ที่สุด’ มันไม่มีหรอก
แต่เราก็สงสัยว่า เอ๊ะ-ทำไม พี่ที่เราเชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ พูดคำว่า ‘ที่สุด’ ออกมาได้
ก็คงเพราะคาดหวังเอาไว้มาก เราก็เอาไปอ่านเลย - พี่เอาเรื่องมาอ่านก่อนแล้วกัน
ก็ยังขึ้นอยู่หัวข้อเดิม คือต้องรู้เรื่องก่อนถึงจะรับ ผมก็เอาไปอ่าน เรื่องดีนะ เรื่องโอเคเลย
ทีนี้มันจะอยู่ที่นักแสดงกับไดเร็คชั่น (direction) กับโปรดัคชั่น (production)
ว่ามันน่าจะเสนอให้มัน...สมจริงสมจัง (เน้นเสียง) เป็นจริงเป็นจังหรือเปล่า”
แล้วเรื่องมันเป็นยังไง
“ คือ ณ สุดขอบฟ้า นี่เป็นเรื่องของคนตาบอดคู่หนึ่ง คนหนึ่งนี่บอดโดยธรรมชาติ
อีกคนหนึ่งบอดโดยอุบัติเหตุ คนที่บอดอุบัติเหตุนี่เคยเห็นทุกอย่างมาก่อนแล้วมาบอด
แต่ไอ้คนที่บอดโดยกำเนิดนี่ ไม่เคยเห็นอะไรมาเลยนะ ทีนี้พอคนที่บอดอุบัติเหตุนี่ได้เข้าไปอยู่ในโลกมืดด้วยกันกับคนที่มืดมาแต่กำเนิด
ก็เริ่มรู้สึกว่า เอ๊อะ-คนที่มืดโดยกำเนิดนี่มันมีโลกส่วนตัวอยู่เหมือนกัน เป็นโลกที่แบบว่าสะอาดน่ะนะ
วันหนึ่งเมื่อคนที่บอดโดยอุบัติเหตุรักษาตาหายแล้ว ก็กลับมาเจอสภาพสว่าง
รู้สึกว่า เฮ้ย-สภาพสว่างนี้แม่ง ไม่เวอร์ค (work) เว้ย”
อยู่ไม่ได้
“ เลอะเทอะ ก็ตกลงยินยอมที่จะมาอยู่ในโลกมืดด้วยกัน แต่มันก็ไม่สมหวังไปทั้งหมดในชีวิต
พอกลับมาสู่โลกมืดด้วยกันปุ๊บ คนตาบอดคู่นี้ถูกแยกออกจากกัน
แล้วก็จบด้วยความเป็นธรรมชาติว่า เฮ้ย-ไม่มีอะไรแน่นอนเลยซักอย่าง”
หนุ่ยเล่นเป็นคนไหน
“ เราเล่นเป็นคนที่บอดมาแต่กำเนิด คือตาบอดคู่นี้เป็นผู้ชายกับผู้หญิงจะ บทที่เราเล่นนี่บอดแต่กำเนิด
ซึ่งยากมาก เพราะเราเป็นคนตาสว่างมาตั้งแต่กำเนิด (หัวเราะ)”
แล้วทำยังไง
“ ผมใช้วิธีสตั๊ดดี้ (study) จากคนที่เขาบอดจริงๆ ในหน่วยของครูบาอาจารย์ แล้วก็ในหน่วยของคนตาบอดที่เป็นนักเรียน”
หนังทำไปเยอะหรือยัง
“ อู้หู-ถ่ายไปตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว สามสิบเปอร์เซ็นต์ที่ยังเหลือที่มันต้องหยุดเพราะว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของเพลง
คือจะมีหลายพาร์ท (part) เลยที่ตัวพระกับตัวนาง ‘เมคเลิฟ’ กันด้วยการเล่นดนตรี”
ใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อ
“ ฮะ แบบ ‘เมคเลิฟ’ กันเลยนะ รักกันน่ะ มันเป็นเสียงของเปียโนกับขลุ่ย
เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เราแม่งเป็นนักขลุ่ย แล้วตัวนางนี่เป็นเปียนิสท์ เพราะฉะนั้นเวลาจะถ่ายทำอะไรอย่างนี้
จะต้องอาศัยเมโลดี้และโครงสร้างของเพลงมากำหนดภาพ ไม่ใช่ให้เราอิมโพรไวซ์ขึ้นมาเอง ว่าทำอย่างนี้ซิ ทำไม่ได้”
ส่วนที่เหลือนี่ต้องไปทำดนตรีมาก่อน ว่าอย่างนั้น?
“ ต้องเอาดนตรีมา ในฐานะที่เราเป็นนักแสดงมืออาชีพนี่ เราสามารถ...พอที่นะกล้อมแกล้มให้มันซิ้งค์ (sync)
ได้จัดวางทำหรืออะไรสักอย่างกับผู้รู้จริงๆ แล้วก็ถ่ายทำให้มันเกิดความเป็นเรียลิสติค(realistic)
ให้มันมีความเหมือนจริง คนจะได้เชื่อในเรื่องอารมณ์ไปด้วย”
แล้วดนตรีนี่ให้ใครทำ
“ เราได้ยินมาว่าสุรชัย หรือใครสักคนหนึ่ง”สุรชัย จันทิมาธร
“ อะไรอย่างนั้นน่ะนะ อันนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ”
แล้วตัวผู้หญิงนี่ใครเล่น
“ ลูกสาวคุณรอง เค้ามูลคดี (ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี)”
ที่ไปเล่นเรื่องมือปืน 2 ของท่านมุ้ย (มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)
“ ใช่นั่นแหละ เล่นเป็นนางเอก”
แว่วๆ มาว่าจะไปร่วมงานกับชูชัย องอาจชัย (ผู้กำกับเรื่อง ‘ต้องปล้น’) ในหนังเรื่องใหม่อีก
“ อ๋อ คุยกันไว้หลังจากจบต้องปล้นว่า พี่ (ชูชัย) ไปทำบทนะ
คงเป็นบู๊แอ็คชั่นอีกน่ะ เราคุยๆ กันไว้ว่าอยากให้มันสากลไปกว่าเดิมอีก
คือขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง นี่เป็นความอยากของผมคนเดียว พูดให้ไดเร็คเตอร์ (director) ฟัง
มันน่าจะเป็นสากลเข้าไปอีกนะ เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร-ใช่มั้ย? ไม่รู้ว่าที่เขาตกลงเอาแบบไหน
แต่ยังไงก็ต้องอ่าน(บทภาพยนตร์) ก่อน อย่าง ‘ต้องปล้น’ ผมก็อ่านก่อน”
คือเป็นกติกา นอกเหนือจากกรณีของอาเปี๊ยก
“ ฮะ-ของท่านมุ้ย ผมก็เอามาอ่านก่อน ที่ปฏิเสธ ‘มือปืน 2’ ไปนี่ก็อ่านแล้ว
แต่รู้ว่าตัวเองคงไปทำงานกับเขาได้ไม่ดีเท่ากับคนอื่น”
เพราะอะไร
“ เราชอบแสดงบทที่เราชอบน่ะ คือ ได้แสดง ได้นำเสนอ
มีการนำเสนอในหน่วยต่างๆ กัน แต่สำหรับบท นายร้อยตำรวจดนัยใน ‘มือปืน 2’ เราคิดว่ามัน...เอ่อ”
นิ่งไป ?
“ เรารู้สึกว่าให้คนอื่นมาเล่นดีกว่า ทั้งๆ ที่ทั้งชีวิตนี่ผมใฝ่ฝันมากเลยนะว่าจะต้องเล่นหนังกับท่านมุ้ยให้ได้
ทั้งชีวิตนี้ต้องเล่นหนังกับท่านให้ได้ คิดไว้อย่างนี้”
หลังจากปฏิเสธเรื่องนี้ไปแล้ว เรื่องหน้าถ้ามาอีก ก็...
“ แล้วแต่ท่าน ว่าท่านเห็นความเหมาะสมของผมเมื่อไหร่ เรียกเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมมืออาชีพ”
แล้วหนังที่ว่าเขียนบทเอาไว้เอง แล้วทำหาย เป็นยังไงแล้ว
“ อ๋อ ไม่ยากฮะ ผมก็เขียนขึ้นมาใหม่ (หัวเราะ) ”
เรื่องเดิมหรือเปล่า?
“ เรื่องเดิมฮะ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ”
ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
“ คือทำได้เลย แต่สำหรับเจ้าของตังค์ (สตางค์) เขายังไม่แฮ้ปปี้กับเรื่อง เขาว่ามันหนัก”
หนักด้านไหน ชีวิตหรือว่าอะไร
“ ชีวิตฮะ คือชีวิตของผม เก็บจากที่เห็นๆ มา ไม่ใช่จะพยายามมองอะไรมาก่อน ก็ดูจากของที่เห็นมาบวกกับอารมณ์ที่เรารู้สึกร่วมกับมันอยู่
อะไรนี่นะ ก็กำเนิดมันขึ้นมาเป็นเรื่อง แต่ว่าหลายๆ นายทุนก็บอกว่ามันไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ”
เขาให้เหตุผมหรือเปล่าว่าที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เพราะอะไร
“ หลายชิ้นเลย หนึ่งเลยคือเรื่องการวางตัวดารา คือ การวางตัวดาราของเรา เราคิดถึงคาแร็คเตอร์อย่างเดียว
แต่ในเรื่องของการขาย ความจริงมันใหญ่กว่ามาก มันไม่สามารถที่จะมาหนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
มันต้องวิ่งมาหากันตรงกลาง
แต่คนที่ทำงานแล้วดึงนายทุนกับพรีเซนเตอร์ (presenter) มาอยู่ตรงกลางด้วยกันได้
มันหมายถึงคนที่มีพาวเวอร์ (power) แล้วนะ อย่างแรกนี่มึงเป็นใครล่ะ มึงเป็นดาราจะเป็นอำพลก็จริง
แต่ (ในด้าน) ผู้กำกับ มึงทำอะไรมาบ้าง เขาคงไม่หน้ามืด คิดแค่...ความสดในการกำกับเรื่องแรก เอามาเป็นจุดขายหรอกนะฮะ”
ที่วางไว้จะมีใครเล่นบ้าง
“ ที่ผมวางไว้นะ ก็มีขจรศักดิ์ (รัตนนิสสัย) กับ มาช่า (พิม ลำพูน)
เพราะว่าสองคนนี่ทำงานอย่างที่ผมต้องการได้ไง แต่ว่าในสาขาการตลาดแล้วนี่...”
สายหนังว่าไม่ขาย ?
“ เอ้อ-อะไรเทือกนั้นน่ะ (หัวเราะ) หรือว่าขายก็ราคาไม่ดี อะไรสักอย่าง หลายคนก็มาว่า
‘อำพล-แล้วตกลงที่มึงพูดนี่-มึงทำมั้ย’ อะไรอย่างนี้ ทำสิ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ทำแน่ก่อนตาย”
‘มิดไนท์ไก่ตอน’ นี่หนุ่ยก็จะเป็นพระเอก
“ อ๋อ-ผมไม่ได้เล่นฮะ ‘มิดไนท์ไก่ตอน’ ผมจะไม่ได้เป็นนักแสดงเลย ผมไม่เล่น
เท่ากับทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน-ไม่ได้ ไม่งั้นใครจะมาสั่งคัท เป็นผู้กำกับด้วย เล่นด้วย
ใครจะมาสั่งคัท (cut) นอกจากผมสั่งคัทตัวผมเอง ผมเทค (take) ตัวผมเอง มันเก่งไป”
พูดง่ายๆ ว่า บทเสร็จ ตอนนี้มีทุนมาก็โอเค
“ ทำได้เลย สี่จุดห้าล้าน (4,500,000 บาท) มาแล้วโป๊ะเลย สี่จุดห้า(ล้าน) นี่
เราคิดไว้อย่างกระเบียดกระเสียนนะ บุคลากรสต๊าฟฟ์ staff ) จะทำงานนี่ขอกันแล้ว”
คิดเอาไว้แล้วหรือยังว่าจะชักชวนใครเข้ามาทำด้วยกันบ้าง
“ มีบางคนที่ค่อนข้างร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเรื่องเวลา
เรื่องค่าตอบแทน เรื่องความชอบส่วนตัว”
สนใจหรือเปล่าว่าต้องเป็นสังกัดใหญ่ ถ้ามีสังกัดเล็กๆ เขาให้เงินนี่ โอเคเลยมั้ย
“ คือจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะไปเข้าอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเกิดว่าทำหนังเสร็จแล้วไม่มีโรงฉายก็ไม่ไหว
ไม่รู้จะทำทำไมนะ วันๆ สู้เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ ดีกว่า”
ดูเหมือนโรงฉายหนังไทยตอนนี้ก็จะมีแต่เอเพ็กซ์กับไฟว์สตาร์
“ นั่นนะซิ ผมอยากได้ไฟว์สตาร์นะ เพราะผมเป็นเด็กไฟว์สตาร์ (หัวเราะ) ”
แล้วทำไมเขาไม่โอเคให้เด็กไฟว์สตาร์
“ คือไฟว์สตาร์เป็นบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์จริงๆ เขาไม่มาวูบวาบ หรือหลงใหล หรือ ร้อน หนาว
ใครดังหรือไม่ดังยังไง กูก็ต้องทำหนังของกูไปตลอดปีตลอดชาติ เพราะฉะนั้นเขาไม่มามายด์ (mind) หรอกว่า
‘เฮ้ย-อำพลมากำกับหนังเรื่องแรก แม่งสดเว้ย...ขาย’ เขาไม่กะขายหนังอำพลเรื่องเดียว เขาขายปีนึงไม่รู้กี่สิบเรื่อง”
พอหมดจากงานหนังตอนนี้ก็มาเข้าห้องอัดทำเพลง ?
“ ถ้าในเวลานี้แล้ว เราคงไม่เอาอย่างอื่นเลยจนถึงปีหน้า ทำเรื่องที่เราชอบให้มันตรงกับใจ
ต้องอยู่กับมันไปเป็นปีๆ อย่างนี้ ถ้ามันยังไม่ถูกใจก็ต้องอยู่ด้วยความเก็บกดใช่มั้ย
ในเมื่อต้องอยู่กับมันเป็นสิบๆ ปีนี่ พาร์ท (part) ผลิตก็ต้องมั่วสุมให้มันรู้สึกชอบไปเลย
เวลาหมดพาร์ทผลิตแล้ว พาร์ทที่จะนำเสนอจะแสดงตจะได้แฮ้ปปี้ทุกๆ โชว์”
อย่างชุดที่กำลังทำอยู่นี้เข้าห้องอัดมานานเท่าไหร่แล้ว (16/11/34)
“ สามเดือนมาแล้ว แบบส่วนใหญ่จะเป็นวันเว้นวันหรือสองวัน
คือวันที่เว้นก็คือวันไปพัก พอพักเสร็จกลับมาก็เข้าห้องอัดทำต่อ”
เหตุผลที่เลือกพี่จ๊อด (กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา) เป็นโปรดิวเซอร์
“ คือแทบจะมองตากันรู้แล้ว มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาใช่มั้ยฮะ เราศรัทธาตัวเขาอยู่
เวลาทำอะไรมันก็ทางเดียวกันไง เราอาศัยวิธีการบอกเล่าความรู้สึกว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร
พี่แกก็จะมาประมวลทั้งหมดและสร้างให้มันเกิดความเป็นจริงขึ้นมาได้ นึกออกมั้ย? นี่คือพาร์ทของการผลิต”
ความเข้มข้นของดนตรีจะประมาณไหน จะประมาณที่หนุ่ยเคยทำกับไมโครหรือว่าจะฉีกแนวออกไป
“ คือที่ทำมาสามชุด (กับไมโคร) มันก็ไม่ใช่จะตรงกับเราทั้งหมดร้อย (เปอร์เซ็นต์)
และก็ไม่ใช่จะตรงกับไมโครทั้งหมดร้อย คือมันเกิดความแตกต่างในทุกๆ วินาที
อย่างกรณีที่เราทำอันใหม่ล่าสุดนี้ (งานเดี่ยวชุดแรก) เราชอบการทำงานของกลอง-เบสส์ อะไรอย่างนี้”
เน้นพวกภาคริธึ่ม (rhythm)
“ เอ้อ-คือเป็นร็อคที่มีริธึ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกฟิล คอลลินส์ พวกอะไรอย่างนี้เราชอบมาก
ในขณะที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีสันผ่านๆ มาเราจะเป็นบอง โจวี่อยู่แล้วละ เราไม่ชอบบอง โจวีน่ะ (เน้นเสียง)...(หัวเราะ)
เบื่อมันมากเลย ก็ทำอะไรในแบบของเราไปซิ ไปเลยบอง โจวีมันก็จะเป็นของมันอย่างนั้นะ เพราะมันเป็นอย่างนั้นไง-ใช่มั้ย? ”
พูดง่ายๆ ว่าของหนุ่ยจะมีภาคริธึ่มเข้มข้นขึ้น
“ ผมอัดกลองจริงนะชุดนี้ ซึ่งต้องขอบคุณพี่จ๊อดด้วย ที่ทำสิ่งที่ผมอยากทำได้ให้เป็นจริง
ก็เหมือนกับเป็นการเพิ่มงานให้กับพี่แกเลย...”
หนุ่ยได้แต่งเพลงอะไรเองบ้างหรือเปล่า
“ ไม่ได้มีส่วนร่วมมากมายเท่าไหร่ ก็พูดคุย (กับคนแต่งเพลง) นิดหน่อย เท่านั้นเอง”
ที่เคยคุยไว้เมื่อสัก 2-3 ปีก่อน ที่ว่าอยากจะเขียนเพลงเองบ้าง
“ ก็ยังอยากอยู่เหมือนเดิม คือในวิถีทางนะ วันนี้นี่ทำ (งานเพลง) อยู่ในระบบมาก
แบบแยกแยะได้เลยนะว่าไอ้วิถีทางการขายเทปเมืองเรากับที่เมืองนอกนี่คนละแบบกัน”
คนละเรื่อง
“ มันคนละเรื่องเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นกลุ่มก้อนได้ขนาดนี้นี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
เป็นเรื่องของคนหมู่มาก (เน้นเสียง) แล้วคนหมู่มากเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะไม่เก่ง เก่งๆ ทั้งน้าน...เราแม่งหางอึ่ง
เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรเหรอ คือ คนที่เขาเก่งให้เขาเขียนเลย คนที่ผลิตเก่งให้เขาผลิตเลย
ในหน่วยของเราทำอะไร-เป็นนักร้อง แล้วก็ไปนำเสนอ ร้องให้ดีๆ เลย
นำเสนอให้มันสื่อสารกับคนหมู่มากให้ได้เยอะๆ นั้นก็คือว่าเปผ้นการทำงานที่ยังไม่ผิดแผก แล
ะในวันต่อๆ ไปที่แก่กล้าขึ้น หรือว่าไม่ต้องติดอยู่ในระบบนี้ ก็ค่อยลุกขึ้น
ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่เราต้องการ ซึ่งบางทีมันอาจจะขายไม่ได้เลย”
แต่ก็จะต้องทำให้ได้ซักวันหนึ่ง
“ เราว่าทุกคนเป็นอยู่แล้วน่ะนะ คือเราเข้าใจระบบ ทำงานอยู่ในระบบ วันนี้ปกเทปก็ยังตีตราแกรมมี่อยู่”
ชุดนี้ใครดูแลเนื้อเพลงให้
“ หลายคนเลย มีพี่เขต (เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์) พี่นิ่ม (กัลยารัตน์ วารณะวัฒนะ)
อาจารย์ป๋อง (อรรณพ จันสุตะ) ด้วย แอม (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร) ด้วย แอมเขียนเพลงดีเลยละ
เขียนแบบเขาจะเข้าใจตัวเราอยู่เหมือนกัน เวลาที่เขาเขียนคำ”
โทนของเนื้อหานี่ประมาณไหน
“ ยังเป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตจริงอยู่”
เรื่องชีวิตประจำวัน มีรัก มีผิดหวัง...
“ มี...(เน้นเสียง) มีเรื่องเกี่ยวข้องกับอารมณ์อะไรอย่างนี้ สังคมยิ่งพัฒนาเศรษฐกิจไปเท่าไหร่
อารมณ์ของคนทั่วๆ ไปยิ่งเปลี่ยน ยิ่งผัน ยิ่งแบบปั่นป่วน ในบางเสี้ยวเหล่านั้น
ถ้าเรารู้สึก รับรู้ แล้วก็ร้องให้มันแบบที่รู้สึกอยู่น่ะนะ...”
คือเต็มที่
“ เอ้อ-ถ้าไม่รู้สึกก็บอก พี่...เขินจังเลย ก็ไม่เป็นมู้ด (mood) แบบรบราฆ่าฟัน
ไม่เป็นแบบนั้นนะ เป็นเรื่องราวของความรู้สึกซะเป็นส่วนใหญ่”
เพลงพวกเพื่อสังคมมีบ้างไหม
“ มีบ้าง ให้มันแบบมีค่าอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าสักแต่ขายอย่างเดียว”
แล้วอย่างทุกวันนี้ หนุ่ยมีครอบครัว มีลูก มีการทำเพลงในลักษณะแบบนี้บ้างหรือเปล่า
“ ผมขอเลยนะ (เน้นเสียง) ตอนนี้ชีวิตได้สัมผัสกับเด็กจริงๆ นะ เกือบจะทุกวัน
เห็นแล้วจริงๆ ว่า เด็กนี่ ปั้นได้ เด็กนี่แต้มได้ แต่งแต้มได้ คืออยากให้มีตรงนี้มากก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมทั้งหมด”
น่าจะมีบ้าง
“ (หัวเราะ) ขึ้นอยู่กับที่ประชุมทั้งหมด บอกว่า ไอ้นี่ต้องทำอะไร ต้องพูดเรื่องอะไร ร้องเพลงที่เป็นเพลงยังไง
อะไรอย่างนี้- -เก่งๆ ทั้งนั้นนะ คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น คนไม่เกินห้าสิบคน คุมหูคนตั้งห้าสิบล้านคู่ ก็ร้อยล้านหู
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร...การทำงานของพี่ๆ ที่แกรมมี่นั้นไว้วางใจได้”
ชุดนี้มีการขีดเส้นเอาไว้มั้ยว่าจะให้เสร็จเดือนไหน
“ ขีดมันไปเรื่อยๆ น่ะ ตอนแรกก็ขีดตุลา ขีดพฤศจิกา ขีดธันวา ก็ยังงงๆ อยู่
ขีดต่อไปเรื่อยๆ ขีดไปอีก มันไม่เสร็จก็ขีดไปอีก”
บริษัท (แกรมมี่) ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเสร็จออกมาขายเมื่อไหร่
“ จริงๆ เขาก็อยากให้มันเป็นตามหลักการเวลา-โฆษณา แต่ว่ามันก็ต้องพึ่งพากันไป
แบบว่ามันยังไม่เสร็จน่ะ คือถ้ามันยังไม่ดี เอาออกไปมันก็เท่านั้น”
ถึงวันนี้ (16 พ.ย. 34) นี่เสร็จไปสักเท่าไหร่แล้ว
“ หกสิบ (เปอร์เซ็นต์) แล้วฮะ หกสิบนี่พี่ (จ๊อด) แกก็เหนื่อยแล้ว”
เรื่องที่ห่างเวที (คอนเสิร์ต) มานาน ทุกวันนี้มีการฟิตตัวหรือถนอมเสียงยังไงบ้างหรือเปล่า
“ คือเราก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นนะ จะไม่เห็นเราไปตรงอย่างอื่น คือปิดหนังหรือว่าเลิกถ่ายหนัง
เราก็ไม่มีอะไรแล้ว ก็มีเพลงนี่ละ วันไหนที่เราถ้าไม่มีหนัง ก็จะเพลงอย่างเดียว”
ธรรมดาถ้าไม่มีงานนี่ปล่อยตัวบ้างหรือเปล่า
“ ก็อยู่ธรรมดา”
กินเหล้าปกติ
“ ดื่มเหมือนกัน ดื่มอยู่ แต่ว่าไม่หักโหม เอาเหงื่อออกบ้าง พอเย็นๆ ก็เอาเหงื่อออก (หัวเราะ)
ขับส่าเหล้า ขับยีสต์-ใช่มั้ย อีกวันนึงก็จะได้เติมเข้าไปอีก แต่ถ้าเติมๆๆ แล้วไม่เอาเหงื่อออก มันไม่ได้ไง
คือมนุษย์นี่มันเป็นระบบธรรมชาติอยู่แล้วว่าต้องถ่ายเทตลอดเวลา เราก็แบบปกติเลย...ดื่มข้างล่างห้องอัดนี่แหละ
(ข้างล่างห้องอัดบัตเตอร์ฟลาย-เดอะ กลาสส์ ผับ) ดื่มเบียร์...เบียร์มาจากข้าวน่ะ”
ที่ผ่านๆ มารู้สึกว่าหนุ่ยค่อนข้างจะเก็บตัว
“ เราไม่ทำอะไรที่เป็นข่าวเลย-ดีกว่านะ”
วันนี้ (16 พ.ย. 34) ทางบริษัทฯ เขาไม่มาชวนไปเป็นศิลปินรับเชิญในคอนเสิร์ตของมาช่าด้วยหรือ
(บ่ายวันนั้นมีคอนเสิร์ต ‘มาช่า มาโชว์’ และศิลปินรับเชิญบนเวทีคือ ก้อง นูโว)
เพราะธรรมดาบริษัทนี้ชอบเอาญาติหรือครอบครัวขึ้นคอนเสิร์ตอยู่นี่
“ คือช่วงนี้ผมหน้าดำ เขาคงไม่เอา (หัวเราะ)”
หนุ่ยบอกเขาไปเองหรือไง
“ แบบผมหน้าดำนะ เขาคงแบบ-หน้าดำ ไม่เอา...เราก็ไม่ค่อยไปด้วยนะเวลาอะไรอย่างนี้ จะปล่อยให้พี่ (จ๊อด)
เขาอยู่ห้องอัดคนเดียวได้ยังไงใช่มั้ย พี่แกทำให้เรานี่ภาระเยอะนะ
แล้วเราก็ต้องการเยอะ พี่แกนั่งแค่เอาหูรับอย่างเดียวนี่หูก็จะเฉาอยู่แล้ว
จะปล่อยให้แกนั่งอยู่ในสตูดิโอคนเดียวได้ยังไง ถึงผมเข้ามานั่งแคะฟันก็ควรจะมานั่งนะ
ไม่ใช่ว่าผมไปโชว์ตัวหรือถ่ายแบบอยู่ พอถึงเวลาก็มาร้อง...แล้วคนทำงานเขาจะรู้สึกยังไง”
นั่งฟังไปคุยกันไปแก้กันไป
“ ฮะ แบบนั้น เอ้า ตอนนี้อยากร้องจังเลย...เฮ้ย ไม่ไหวว่ะ ออกๆๆ ทำงานประสานกันอยู่อย่างนี้”
ก็โชคดีที่มีเวลาในห้องอัดมาก
“ ต้องมาก มันคือเงื่อนไขการทำงานด้วย”
มาถึงตรงนี้ ระหว่างทำเพลงกับเล่นหนังอย่างไหนมีความสุขมากกว่ากัน
“ เทปคือสิ่งที่ต้องทำไปอีกนานเลยนะ จนกว่าผมจะลุกขึ้นแบบผลิตทั้งหมดได้ หรือว่าควบคุม
หรือว่ากำหนดทิศทาง แนวทางงานของตัวเองได้ คือต้องไปถึงวันนั้นให้ได้ ซึ่งมันคงอีกหลายปีมาก
แต่เรื่องหนังนี่คือผมจะเล่นบทที่ผมชอบเท่านั้นแหละ ถ้าอ่าน (บท) แล้วรู้สึกว่า อืม...เห็นจริงเห็นจังกับมัน ก็เล่น”
รายได้ของการเล่นหนังเป็นยังไงบ้าง
“ เป็นรายได้ที่ไม่สามารถดำรงชีพได้นะ ในโพสิชั่น (position)อย่างผม
เพราะผมไม่ได้รับตลอด ปีนึงๆ ผมเล่นหนังน้อยอยู่แล้ว เล่นเพราะว่าอยากเล่น”
แล้วจากเทปล่ะ
“ เทปนี่ผมก็สามปีแล้วนะ ที่ไม่ได้ทำงานใหม่ออกมาเลย แต่อย่างช่วงที่ออกเทป
ก็เรียกว่าพอได้นะเพราะผมรับแสดง (คอนเสิร์ต) เยอะ คือคำว่า ‘เดินสาย’ ไง-รู้จักมั้ย”
เพื่อผลในธุรกิจเทปด้วย?
“ ทางธุรกิจจริงๆ นี่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปเติบโตได้หรอก ออกแสดงเยอะก็เพื่อชีวิตตัวเองด้วย
ผมชอบแสดง ชอบคอนเสิร์ต แล้วก็เพื่อการดำรงชีพของทีมงานด้วย”
ช่วงที่ยังทำงานกับไมโครก็เรียกได้ว่าทัวร์ (คอนเสิร์ต) กันหนัก
“ หนักกว่าเพื่อน หนักกว่าทุกวงในประเทศ เอาอย่างนี้แล้วกัน เชื่อหรือไม่ (เน้นเสียง) เชื่อหรือไม่?”
ตอนนี้พอแยกจากไมโครมานี่ ได้มีการเจอกันบ้างมั้ย
“ เจอกันในตรงที่เจอจริงๆ น่ะนะ ไอ้ที่ไปมั่วสุมเหมือนสมัยก่อน ก็ไม่ค่อยได้ไปแล้วละ
เพราะพวกเขาเองก็ทำงานอยู่นะ ซ้อมกันทุกวัน เพื่อต้องการจะนำเสนองานที่เขาต้องการจริงๆ ผมก็เหมือนกัน
ผมก็หมกหมุ่น มั่วของผมอยู่นี่ ให้มันออกมาตรงอะไรอย่างนี้”
พวกเขามีการบอกอย่าง- -เอ๊ย หนุ่ย มาร้องสักเพลงสองเพลงบนเวที อะไรอย่างนี้บ้างมั้ย
“ อ๋อ มันยิ่งต้องชัดเจนนะ แบบว่า ไมโครเองเขาก็ต้องการอยู่แล้วที่ เฮ้ย-ไม่เกี่ยวกับอำพลไง
ตรงนั้นคือความชัดเจน ถ้าผมไปร้อง นี่ไม่ใช่ล่ะ นึกออกมั้ย...ในขณะที่ผมเหมือนกัน
จริงๆ ผมชอบวิถีการเล่นกีตาร์ของคนเป็นสิบคน แต่ว่าห้าปีที่ผ่านมานี่
ผมทำงานกับเสียงกีตาร์ของกบกับอ้วน (สองมือกีตาร์วงไมโคร)
จริงๆ แล้วผมชอบเสียงกีตาร์ของพี่บูรณ์มากเลย (มือกีตาร์วงฮ้อทชิลลี่)
แต่ไม่ใช่ที่เขาไปเล่นแบ็คอัพอะไรอยู่ ที่เขามาเล่นให้ผมชุดนี้ ผมรู้สึกว่า...แม่งนี่เลย วันนี้ไง วันนี้ผมเลือกได้แล้ว”
สำหรับหนุ่ย ศิลปินเพลงในเมืองไทยนี่ชื่นชมใคร
“ ถ้าล่าสุดนี่ ผมชอบ ‘กัมปะนี’ นะ เขาชัดในตัวเอง เขากันเอง เก่าๆ ก็เหมือนเดิมนะ ไม่ค่อยเปลี่ยนใจ
ถ้าเป็นแบบร็อคแอนด์โรลล์ หรือว่าดนตรีที่สู่สากลก็ต้องเป็น อัสนี (โชติกุล)
ถ้าแบบว่าเพื่อชีวิตนี่ก็ต้องพงษ์เทพ (กระโดนชำนาญ) อันดับหนึ่งในดวงใจผมน่ะนะ ไม่ได้เปลี่ยนใจเลย
รุ่นใหม่ๆ ก็มีปู คำภีร์ อะไรอย่างนี้”
กับลูกชายนี่ได้เล่นบ่อยมั้ย?
“ ทุกวันฮะ ผมไม่มีพยาบาลเลี้ยงลูก ตอนแรกๆ นี่เอาพยาบาลมาเลี้ยง
แต่ตอนนี้ไม่มี คือว่าเขาเลี้ยงสู้เราไม่ได้ เราก็เลยไม่เอาดีกว่า เลี้ยงเอง”
น้องกาย (ชื่อลูกชายเขา) ช่างพูดช่างคุยมั้ย
“ เวลาเราเล่นกีตาร์กับมาช่านี่ เขาก็จะมาช่วยเคาะเคอะร้องเริ้งนะ ร้องผิดคีย์อะไรอย่างนี้
เพราะว่ายังไม่สามขวบ ร้องเริ้ง จับพยางค์มาร้อง สนุกสนานดี ได้เห็นอะไรอีกเยอะเลยล่ะ
พอเรามีตัวเล็กๆ ขึ้นมา อ๋อ-มันกว้างมากเลยนะ ชีวิตมัน กว้างมาก...”
เราพ้นวัยรุ่นไปแล้ว ตอนนี้เราคือคนที่ต้องดูแลคนอื่น
“ เราถึงรู้ว่าจริงๆ แล้ว เรานี่โคตรแสบเลย ตอนเล็กๆ นี่...พ่อแม่ปวดหัวเลยละ”
คือพอมีลูก จะรู้ว่าตอนเราเป็นลูกเป็นยังไง
“ เอ้อ-แค่เล็กๆ น้อยๆ เรายังปวดหัวเลย แล้วไอ้ที่เราทำ ไม่เล็กไม่น้อยเลย เขานี่คงโคตร (เน้น) ปวดหัวเลย
นึกออกหรือเปล่า? ยิ่งหนักกว่าเรา อันนี้ อธิบายไม่ได้นะครับ จนกว่าทุกคนจะผลิตขึ้นมาเอง”
จนกว่าจะได้เจอด้วยตัวเอง
“ ต้องผลิตกันเอง แล้วก็สัมผัสด้วยความเป็นจริงไปเลย จะได้รู้...ตำราไหนก็สู้ไม่ได้”
เจอของจริงว่างั้นเถอะ
“ ใช่ แล้วก็จะรู้กันไปเลย แล้วก็จะไม่ถกเถียงในเหตุผลด้วย
เอ๊ะ...มันเป็นอย่างนี้ เพราะอย่างนี้ คือมันจะตอบตัวเองได้หมด”
แล้วอย่างที่ เราต้องออกมาเข้าห้องอัด มาช่าต้องออกไปทำงานข้างนอกนี่ ลูกเหงามั้ย
“ โอ้โห-สบายมากเลย ผมทำให้เค้ามีกิจกรรมตลอดเลย น้องกายนี่ ทุกเช้าจะเปิดหนังสือการ์ตูนที่มันไม่ใช่พวกโดเรมอนนะ
หนังสือการ์ตูนที่บอกว่า...น้ำร้อน ร้อนนี่มันคือร้อน แต่ร้อนถึงปุด-ปุด มีฟองออกมา
มันจะมีตัวหนังสือองศาออกมา จุดเดือดคือร้อยองศา”
ให้การเรียนรู้ไปในตัว
“ ไปด้วย ในการ์ตูน นึกออกมั้ย? มันจะมี...โปรดักชั่น เฮ้าส์ (production house) ที่แบบ...ผลิตอุปกรณ์พวกนี้ขึ้นมาเลย
ซึ่งเราก็ดูว่าอันไหนที่มันมีประโยชน์ เราก็บล็อค (block) ให้ได้สัมผัส หาเอามาให้เขาได้เรียนรู้”
สนุกด้วย จำด้วย
“ มีกีตาร์ตัวเล็กๆ นะ ให้เล่น อยากเล่นก็เล่นเลย มีเกมส์ให้กด อยากกดก็กดเลย มีหนังสือ
มีวิดีโอดีๆ ที่มันเป็นเรื่องชีวิตสัตว์-ก็ดูเลย พอถึงเวลาเราถึงบ้าน ช่าก็ยังไม่ถึง หรือช่าถึงบ้าน
ผมอาจจะยังไม่ถึง มันก็มีสภาวะสมดุลเกิดขึ้น น้องกายสุขภาพจิตแบบ-เยี่ยมมาก
เด็กนี่ไม่ใช่เรื่องอ้วนเรื่องผอม เด็กไบร๊ท (bright) มั้ย เด็กสงสัย เด็กแอ๊คทีฟ (active) มั้ย นี่มันเรื่องใหญ่”
มีแบบเซ็ทวันว่าพ่อแม่ลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา ?
“ มีวันหยุด ทันทีไปเลย อย่างเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ซาฟารีเวิร์ลด์คือเราตื่นเต้นกันทั้งสามคนเลย
ไม่ใช่ลูกตื่นเต้นคนเดียวนะ (หัวเราะ) เราก็โอ๊ะ...เราไม่มีโอกาสมาอย่างนี้เลย
คือ ถ้าไม่มีจุดประสงค์ (พาลูกเมียมาเที่ยว) เราก็จะไม่มา มันเป็นสวนสัตว์เปิดน่ะ เราก็ตื่นเต้นนะ”
เพราะเราเองก็ยังไม่เคยไป
“ เอ้อ-ก็พอๆ กัน ไปสามคนกันในรถ ตื่นเต้นพอๆ กันน่ะแหละ”
ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนเจอแฟนเพลงเข้ามาทักทายเหมือนเดิมหรือเปล่า
“ ก็มีมอง ทักทาย ยิ้มแย้ม เป็นธรรมดา คนไหนยิ้ม เราก็ยิ้ม คนไหนชอบเรา เราก็ชอบเขา
ไม่ชอบเราก็ไม่ว่าอะไร คุณไม่ชอบเรา คุณอาจไปชอบคนอื่นก็ได้ไง-ใช่มั้ย คุณไม่ชอบผม
จริงๆ คุณอาจจะชอบคนอื่นก็ได้นะ ไม่เป็นไร ผมเองยังชอบและไม่ชอบบางคนเลย
ผมจะให้ทุกคนชอบผมได้ไง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
สงสัยว่าขโมยแถวบ้านหนุ่ยคงจะไม่ค่อยชอบนะ ถึงมาขึ้นบ้านแล้วขึ้นบ้านอีก
(ก่อนหน้านี้มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่าบ้านของเขาถูกขโมยขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง!)
“ เขาทำร้ายจิตใจผมมากเลย เพราะผมเป็นผู้ชาย มีกระ-อน่ะนะ ถ้ามันเข้ามาสองครั้งแบบเพราะความหิว
กูก็จะอโหสิมึงไปเลย เพราะมึงหิวน่ะ มึงอยากอิ่ม มึงกินดินไม่ได้ มึงก็ต้องเอาวิทยุไปขาย
เอาเงินไปซื้อข้าว เอาไปเลย กูไม่แจ้งความด้วย สามทีแรก เข้ามาสามหนนี่ ผมไม่แจ้งความซักที”
แต่โดนมาถึงครั้งที่สี่
“ ครั้งที่สี่นี่มึงเห็นกูเป็นเห็ดหรือเปล่าว่ะ กูไม่ใช่เห็ดนะมึง กูตัวเบ้อเร่อ- -ผมเคยวิ่งไล่มันนะ ตัวเท่าๆ กันเลย”
คนเดิมตลอด
“ เซ็ทเดิม พวกโปรเฟสชันแนล ทีม (professional team) เลย พวกนี้สตั๊ดดี้ (study)
ก่อนทำงาน ตำรวจมากี่โมง ออกเวรกี่โมง ไอ้พวกนี้กลับบ้านกี่โมง กลับมาปุ๊บกี่นาทีถึงนะหลับ
อะไรอย่างนี้ มันสตั๊ดดี้กันเป็นเดือน ก่อนที่มันจะขึ้นบ้านผมสี่ครั้ง
ล่าสุดนี่ไสมอเตอร์ไซค์ช้อปเปอร์ออกหน้าบ้านเลย เปิดประตูทิ้งไว้- -เอาไปเลย
และขอบคุณที่มึงไม่ขึ้นมาเชือดคอกูบนห้องนอน แต่ต้องไม่เจอกันเลยนะ ถ้าเจอกันนี่ ก็ยิ่งกว่าในหนังเยอะ ”
ถ้ามาอีกคราวนี้-เอาแล้ว
“ โจรที่รัก (เน้นเสียง) พอแล้วก็พอกันเลย ไม่ต้องมาอีกแล้ว เพราะว่าหนักหนาไปแล้ว
มึงเห็นกูเป็นเห็ดนี่หว่า มึงปีนเข้าปีนออกเหมือนกูเป็นเห็ดเลย แบบ...บ้านนะมึง มีประตูเข้าออก
หิวข้าวมึงมากดออดเลยดีกว่า - บ้านผม มีคนมากดออดขอข้าวสาร ขอค่าเทอมลูก...”
มีด้วยเหรอ
“ มี้...ทุกแบบฮะ มีก็ให้ ไม่มีก็ไม่ให้ แล้วแต่มู้ด (mood) แต่วิธีปีนเข้าบ้านนี่...ในบ้านมีเด็กมีผู้หญิงน่ะ ทำยังงี้ได้ไง”
ได้ข่าวว่าเตรียมรับมือคราวนี้ถ้ามาอีก
“ หนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ผมไม่นอน...รอ อยากให้เขาไปเห็นธรรมชาติแถวๆ ระยองว่ามันสวยงามแค่ไหน”
จะพาไปทัวร์ (หัวเราะ)
“ พาไปตกปลา (หัวเราะ) พาไปตกปลาโอ ให้เบ็ด ให้อะไรครบ
ไปสอนวิธีตกปลากันกลางทะเลอยากมากเลย...อย่าได้เจอกันเลย”
คิดว่าเป็นคนแถวๆ บ้านหรือเปล่า
“ ผมประมาณการณ์ว่าเป็นพวกที่มาขายซาละเปา-ลูกชิ้นปิ้ง มาจากต่างจังหวัด
แล้วก็มารวมตัวกัน เป็นชายฉกรรจ์หมด เช่าห้องแถวอยู่ด้วยกัน 10 ห้อง
พวกนี้มีวิถีการดำรงชีวิตที่หรูหรามากเกินอาชีพที่ดำรงอยู่
เป็นไปได้ว่าพวกนี้ แต่ไม่รู้คนไหน คือผมก็ชอบดูหนังนักสืบ ผมก็เลยทำตัวเป็นนักสืบอยู่เดือนนึง
ก็ค่อนข้างโฟกัส (focus) ว่าไอ้พวกเวรนี้ แต่ไม่รู้คนไหน?”
ตำรวจไม่ได้ช่วยอะไรเลย
“ แฟนผมเคยขับรถตามคนหน้าพิรุธคนหนึ่ง เดินผ่านหน้าบ้านตอน 4 ทุ่ม แล้วมันก็หลบตาแฟนผมก็เลยขับรถตาม
ผลสุดท้าย... พอบีบแตรแป๊น แม่ง...ถอดรองเท้าขึ้นมาถือน่ะ
พอเบิ้ลเครื่อง บรื้น บรื้น...วิ่งหนีเลย มึงอะไร...ถ้ามึงเป็นจิ๊กโก๋ประจำซอย มึงต้องหันกลับมาควับเลยว่าเฮ้ย...บีบทำไมวะ
พวกหนังนักสืบน่ะ มึงประเภทแสดงพิรุธไง แล้วนั่นมันเป็นมาช่าน่ะ แค่ขับรถไล่ไปหน้าปากซอย
แล้วก็แบ๊ะ เป็นกู กูลงเลย กูถึงบ้านมึงเลยน่ะ เพื่อจะถามว่ามึงวิ่งทำไม มึงวิ่งทำไมว่ะ กูบีบแตรไล่หมา
กูจะชนหมา กูถึงบีบแตรไล่ แล้วมึงวิ่งทำไม มึงเป็นคนที่นี่รึเปล่า ถ้ามึงเป็นคนที่นี่
มึงต้องหันมาเลยว่า บีบทำไมวะ ถนนนี่ก็กว้าง กูเดินอยู่ดีๆ มึงบีบทำไม ถูกมั้ย คือคิดจากเหตุผลความเป็นจริงน่ะ”
ร้อนตัวว่างั้น
“ เอ้อ...เราคิดจากเหตุผลความเป็นจริงนะ”
นอกจากเรื่องขโมยที่ทำให้หงุดหงิดใจ แล้วมีเรื่องอื่นอีกมั้ย
“ ไม่มีนะ ไม่ใช่ชีวิตสบายมาก-ชีวิตดีแล้ว”
มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
“ มันดีอยู่แล้ว ปกตินะ ไม่โลดโผนอะไร”

หมายเหตุ
การพูดคุยระหว่างผมกับอำพล ลำพูนครั้งนี้ มีขึ้นเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ณ ห้องบันทึกเสียงบัตเตอร์ฟลาย สุขุมวิท ซอย 11 - - เพื่อรักษาบรรยากาศการพูดคุยเอาไว้มากที่สุด
จึงอาจจะมีสรรพนามที่ผู้อ่านบางท่านเห็นว่าไม่สุภาพ
อาทิ มึง กู แม่ง หรือ อื่นๆ ปรากฏให้พบเห็นในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้
หากว่าคำเหล่านั้น ทำให้บางท่านหงุดหงิดใจ กระผมในฐานะผู้สัมภาษณ์และบรรณาธิการ
ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย....สมชาย ( ผู้เขียน )
ที่มา : New Wave ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ธันวาคม 2534